วันรุ่งขึ้น จงเซี่ยนก็ส่งคนให้นำหนังสือเดินทางกับเงินติดตัวมาให้ ทั้งยังเตรียมรถม้าคันใหม่ที่สะดวกสบายและกว้างขวางกว่าเดิมไว้ให้พวกนางด้วย
แต่ผู้ที่จัดการเรื่องทั้งหมดกลับมิได้ปรากฏตัว
ผู้มาเป็นเด็กหนุ่มอายุยังน้อย สวมเสื้อคอกลมผ่าหน้าสีเขียวครามแขนแคบ คาดเข็มขัดผ้าหยาบสีดำ มีมีดสั้นห้อยอยู่ข้างเอว ท่าทางเหมือนบ่าวรับใช้ที่ฝึกวรยุทธ์มาเป็นเวลานาน
“ข้าน้อยฉางสุย รับคำสั่งจากองค์ชายรองให้อารักขาท่านกลับชิงโจว ระหว่างทางหากมีเรื่องลำบากอันใด โปรดสั่งข้าน้อยได้ตามสะดวก”
ขณะฉางสุยประสานมือกล่าว สายตาของเขาก็จับจ้องอยู่ที่ชายกระโปรงสีบัวอ่อนของหญิงสาวตลอดเวลา ไม่กล้าล่วงเกินแม้แต่น้อย
หมิงอี้มองสำรวจเขาเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนถามว่า “เจ้าฝึกวรยุทธ์เป็นหรือ”
เมื่อได้ยินนางถาม ฉางสุยจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หยาดไข่มุกข้างพวงแก้มของหญิงสาวไหวเอนตามสายลม ผมดำหนาดกยิ่งขับให้ผิวพรรณของนางผุดผ่องดุจหยกเนื้อดี
ฉางสุยรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง ใบหูแดงเรื่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนตอบว่า “ขอรับ ข้าน้อยฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ติดตามรับใช้องค์ชายรองตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ปีนี้เพิ่งอายุครบสิบหก”
อายุน้อยกว่านางกว่าหนึ่งปี
หมิงอี้เอ่ยอย่างประหลาดใจเล็กน้อยว่า “เริ่มฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ คงผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยกระมัง ผู้ใหญ่ในบ้านส่งเจ้ามาหรือ”
ไม่เคยมีใครพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน ฉางสุยซาบซึ้งใจแต่ก็ขมขื่น จึงกล่าวว่า “ฉางสุยไม่มีครอบครัวหรือผู้ใหญ่ ตั้งแต่เล็กก็หาเลี้ยงชีพอยู่ที่สำนักนายหน้า เพราะผอมแห้งเกินไปจึงไม่มีบ้านใดต้องการ นายหน้าค้าทาสเห็นว่าข้าน้อยไร้ประโยชน์ จึงคิดจะทุบตีข้าน้อยให้ตายกลางถนน”
