ใบหน้าของหลินเหยาเหยาเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว รู้สึกแสบร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า ราวกับถูกคนตบกลางที่สาธารณะนับครั้งไม่ถ้วน
เดิมทีเธอคิดว่าแค่ให้คนอื่นช่วยกันประณามเสิ่นป้านเซี่ย ก็จะบีบให้หล่อนยอมยกโทษให้ได้
ใครจะคิดว่าจู่ ๆ เจิงหยวนหลินกับลู่หนิงอานจะกระโดดออกมาพูดแทนเสิ่นป้านเซี่ย
หลินเหยาเหยาไม่เข้าใจว่าทำไมเจิงหยวนหลินกับลู่หนิงอานถึงคอยช่วยเสิ่นป้านเซี่ยอยู่เรื่อย และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมคนที่ช่วยพูดแทนเธอถึงไม่กล้าส่งเสียงอีก แค่ถูกขู่ไม่กี่คำ
พวกขี้ขลาดทั้งนั้น
“เสิ่นป้านเซี่ย ทำไมคุณถึงไม่ยอมยกโทษให้ฉัน?”
หลินเหยาเหยาขอบตาแดงก่ำ ทำท่าทางอ่อนแอไร้พิษภัย
ในใจเธอขุ่นแค้น เกลียดที่สวรรค์ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ทั้งที่เสิ่นป้านเซี่ยมีทุกอย่างมากมายอยู่แล้ว แต่สวรรค์กลับยังให้หล่อนได้รับเกียรติยศที่เหล่าปัญญาชนต่างอิจฉา
ดูจากเกียรติยศและรางวัลต่าง ๆ ที่เสิ่นป้านเซี่ยได้รับ หากตอนนี้มีโควตาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกรรมกร ชาวนา และทหาร ในสหกรณ์ตงหยาง หรือแม้แต่ทั่วทั้งอำเภอไป๋เหยียน ก็คงมีไม่กี่คนที่แย่งกับหล่อนได้
เสิ่นป้านเซี่ยมีความสุขถึงเพียงนั้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป ให้เธอได้ใช้ชีวิตต่อจากนี้อย่างสบายขึ้นบ้าง
มุมปากของเสิ่นป้านเซี่ยยกขึ้นเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าขอโทษแล้วอีกฝ่ายต้องยกโทษให้เสมอไปสักหน่อย อีกอย่าง คำขอโทษแสดงได้แค่ท่าทีของคุณ แถมยังเป็นเพียงท่าทีภายนอกเท่านั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าข้างในคุณคิดอะไรอยู่”
เธอมองหลินเหยาเหยาแล้วเอ่ยทีละคำ “ต่อให้คุณสำนึกผิดจริง ๆ แล้วจะยังไง? ความเสียหายที่คุณทำกับฉัน ทั้งเรื่องบาดแผลและสิ่งที่ฉันต้องสูญเสีย มันเกิดขึ้นไปแล้ว คิดว่าคำขอโทษเบา ๆ คำเดียวจะชดเชยได้หรือ?”
