หลังจากกินบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นที่เฝ้าฝันถึงมานานในร้านอาหารของรัฐแล้ว เสิ่นป้านเซี่ยก็ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้ากับเจิงหยวนหลินและลู่หนิงอานต่อ
เจิงหยวนหลินกับลู่หนิงอานซื้อของใช้ประจำวันไปคนละหลายอย่าง ทั้งยังซื้อของกินด้วย ส่วนเสิ่นป้านเซี่ยไม่มีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษ เดินดูไปดูมา สุดท้ายก็ซื้อคุกกี้แยมผลไม้หนึ่งกล่องกับขนมงากรอบหนึ่งกล่อง ทั้งสามคนต่างหอบข้าวของกลับไปเต็มมือ
ก่อนกลับ เสิ่นป้านเซี่ยยังโทรศัพท์ไปที่เขตทหารสองสาย
สายแรกโทรไปที่ตระกูลเสิ่น น่าแปลกที่โทรติดแล้วกลับไม่มีใครรับอยู่นาน
เสิ่นป้านเซี่ยลองคิดดู ก่อนจะโทรไปที่ตระกูลเถาอีกสาย
คราวนี้มีคนรับอย่างรวดเร็ว ผู้รับสายคือคุณปู่เถา
เสียงจากปลายสายฟังดูเพี้ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังฟังออกว่าคุณปู่เถาอารมณ์ดี
“ป้านเซี่ย ปู่ก็รู้อยู่แล้วว่าหนูต้องโทรมา จะถามเรื่องเหลียงเฉิงใช่ไหม?”
เสิ่นป้านเซี่ยยิ้ม “คุณปู่เถาคาดการณ์ได้ราวกับรู้ล่วงหน้าจริง ๆ ค่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
คุณปู่เถาหัวเราะอย่างเบิกบาน ก่อนจะวกเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว “เหลียงเฉิงถูกลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรง แล้วยังถูกลดตำแหน่งให้เป็นผู้บังคับกองร้อยด้วย”
เสิ่นป้านเซี่ยชะงักไปเล็กน้อย เธอนึกว่าอย่างมากเหลียงเฉิงก็คงโดนแค่ตักเตือนหรือลงโทษทางวินัยเท่านั้น
ถึงอย่างไร คนที่เสียเปรียบในสายตาคนอื่นก็คือเหลียงเฉิง ไม่ใช่เธอ
เสิ่นป้านเซี่ยกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง เสียงของคุณปู่เถาก็ดังขึ้นจากปลายสายอีกครั้ง
“ป้านเซี่ย หนูไปหาคนช่วยคนอื่นมาด้วยหรือเปล่า? แบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรมเลยนะ ทำไมไม่บอกปู่ก่อนสักคำล่ะ”
เสิ่นป้านเซี่ยตอบว่า “คนช่วยเหรอคะ? หนูไม่ได้หาคนอื่นมาช่วยนี่คะ มีแค่คุณปู่เถาที่ช่วยหนู”
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลกแล้วล่ะ ไม่รู้ผู้บัญชาการเฮ่าไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน ถึงได้บอกว่าจะใช้เหลียงเฉิงเป็นตัวอย่าง แล้วสั่งให้กองทัพเรียกตัวเขากลับมา ตอนที่ปู่เล่าเรื่องนี้ให้คุณอาไหวหยวนฟัง เบื้องบนก็ตัดสินใจลงโทษเหลียงเฉิงไปแล้ว แถมยังจัดประชุมประกาศโทษโดยเฉพาะด้วย...”
