เมื่อป้าหวูเริ่มบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทุกคนต่างช่วยกันเกลี้ยกล่อมขึ้นมา
“กุ้ยหลาน พูดแบบนี้ได้ยังไง? ปัญญาชนแซ่เสิ่นก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเธอไม่ได้ถูกพ่อค้ามนุษย์รังแก แล้วทำไมถึงวกไปพูดเรื่องความบริสุทธิ์อะไรนั่นอีกล่ะ?”
“นั่นสิ ซ่งกวนไห่ถูกจับก็เพราะเขาทำผิดเองแท้ ๆ ทำไมเธอถึงคอยหาเรื่องปัญญาชนแซ่เสิ่นไม่เลิก?”
“ป้าหวู อย่าทำเรื่องให้มันยุ่งยากเลย ต่อให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนที่เสียหน้าก็คือตระกูลซ่งของพวกคุณเอง ไม่ใช่คนอื่น”
ยังมีบางคนอ้อมค้อมเตือนป้าหวูว่าอย่าไปหาเรื่องเสิ่นป้านเซี่ยอีก—
“ป้าหวู เมื่อกี้ปัญญาชนแซ่เสิ่นก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำแล้วว่าเธอปกป้องตัวเองได้เต็มที่ ยังอยากให้มี ‘การพิสูจน์’ อีกรอบหรือไง?”
“กุ้ยหลาน พอได้แล้ว รีบขอโทษปัญญาชนแซ่เสิ่น เรื่องนี้ก็ถือว่าจบกันไป”
“ป้าหวู พูดเรื่องไร้สาระพวกนี้ทำไม? คนที่ทำผิดก็คือลูกชายของคุณเองแท้ ๆ มาหาเรื่องเด็กสาวคนหนึ่งแบบนี้มันเรื่องอะไรกัน?”
บางคนหวังดีจริง ๆ อยากเกลี้ยกล่อมป้าหวู ส่วนบางคนก็แค่อยากดูเรื่องสนุก
แต่ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจริงใจหรือคำพูดประชดประชัน เธอก็ไม่ยอมฟังทั้งนั้น
ป้าหวูกล้ามาดักเสิ่นป้านเซี่ยที่นี่ เพราะมั่นใจว่าตระกูลเสิ่นจะยอมกล้ำกลืนความอัปยศเพื่อรักษาชื่อเสียงให้เธอ
ถึงวันนี้เสิ่นป้านเซี่ยจะพิสูจน์ต่อหน้าทุกคนแล้วว่าไม่ได้ถูกพ่อค้ามนุษย์พวกนั้นรังแก แต่ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปจริง ๆ คนอื่นจะสนใจข้อเท็จจริงพวกนั้นเสียที่ไหน
หญิงสาวอายุยังน้อยเจอเรื่องแบบนั้น ชื่อเสียงย่อมป่นปี้แน่นอน
คนอื่นไม่สนหรอกว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ขอแค่ข่าวว่าเสิ่นป้านเซี่ยถูกลักพาตัวไปยังหมู่บ้านห่างไกลบนภูเขาแพร่ออกไป ชื่อเสียงของเธอก็ย่อยยับแล้ว
