หยงหนิงพาหลานรุ่ยกลับมายังตำหนักข้างของตำหนักจิ่งเหอ ช่วงหลายวันมานี้ แม้ฮ่องเต้จะเสด็จมายังตำหนักจิ่งเหอ ทว่าก็เพียงไปเยี่ยมเหวินชิงที่ตำหนักหลักเท่านั้น
ที่ประทับของนางจึงเงียบสงบขึ้นไม่น้อย นางมอบกุญแจให้เสี่ยวเฉิงจื่อ กำชับให้เขาหาทางนำออกจากวัง แล้วส่งไปถึงมือคนสนิทของฮูหยินเจิ้งแห่งตระกูลเจิ้ง
บัดนี้เสี่ยวเฉิงจื่ออาศัยการวางแผนของหยงหนิง ดึงผู้คนมาเป็นพวกได้กลุ่มหนึ่งแล้ว
นอกจากรับใช้ในตำหนักจิ่งเหอแล้ว เขายังดูแลโรงเพาะดอกไม้ด้วย
ขันทีในวังจะออกไปซื้อของเป็นระยะ ส่วนโรงเพาะดอกไม้จะออกไปซื้อปุ๋ยดอกไม้เดือนละครั้ง ต้นเดือนนี้จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะออกไป
หลังหยงหนิงกำชับเสี่ยวเฉิงจื่อสองสามคำแล้ว ก็สั่งให้หลานรุ่ยจุดกำยาน เตรียมฝึกคัดอักษร
หลายวันมานี้นางกำลังฝึกคัดอักษรตามแบบของจ้าวเมิ่งฝู่ เพิ่งเริ่มลงพู่กัน มือยังไม่คุ้นชิน จึงยิ่งตั้งใจมากขึ้น
ถึงกับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังมาจากด้านหลัง จู่ ๆ มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งก็โอบกุมมือนางไว้เบา ๆ
นางสะดุ้งตกใจจนแทบกระโดดโหยง
“อย่ากลัว เป็นเราเอง!” เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเซียวเจ๋อดังขึ้นข้างหู กลิ่นอำพันทะเลหอมโอบล้อมนางจากด้านหลัง
มือของเซียวเจ๋อกุมมือหยงหนิง ลากผ่านกระดาษสีขาวอย่างแผ่วเบาพลางตรัสยิ้ม ๆ ว่า “อักษรตัวนี้ต้องเขียนเช่นนี้ จึงจะตั้งเค้าโครงได้ ทำให้รูปอักษรงดงามยิ่งขึ้น”
สุรเสียงของเขาอ่อนโยนหวานซึ้ง ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดข้างหูนาง
หัวใจหยงหนิงเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ใบหูแดงก่ำ
เซียวเจ๋อโปรดปรานท่าทีเขินอายเยี่ยงหญิงสาวของหยงหนิงที่สุด
ยามนี้ ในตำหนักอุ่นกำลังเผาถ่านสีเงิน อุณหภูมิภายในจึงอบอุ่นสบาย