หยงหนิงยกสุราดื่มจนหมด กุ้ยเฟยเหวินก็พลันมีรอยยิ้มฉาบฉายในดวงตา
กุ้ยเฟยเหวินส่งสัญญาณทางสายตาให้แก่นางในที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางในผู้นั้นก็เดินออกมาประคองหยงหนิงลุกขึ้น
“ท่านน้า เวลาไม่น้อยแล้ว ข้าขอส่งท่านน้าออกจากวัง”
หยงหนิงโขกศีรษะอำลากุ้ยเฟยเหวิน จากนั้นก็เดินตามฉานจือซึ่งเป็นนางในคนสนิทของกุ้ยเฟยเหวินออกจากตำหนักจิ่งเหอ
เพิ่งจะเลี้ยวพ้นมุมกำแพงตำหนักจิ่งเหอ จู่ ๆ หยงหนิงก็หยุดฝีเท้า
“ท่านน้า เป็นอะไรไปหรือ” ฉานจือรีบเอ่ยถาม
“ปิ่นปักผมของข้าหล่นไปหรือไม่ ข้าหาทางนี้ เจ้าไปทางโน้นช่วยข้าหาให้ดี” หยงหนิงก้มหน้าก้มตาหาไปทั่ว ฉานจือก็รีบก้มหน้าช่วยหา
นายหญิงกำชับไว้ว่าอีกสักพักคนของท่านพ่อบ้านหลี่จะรออยู่ที่ริมสระไท่เยี่ย เพียงแค่จับตาดูให้นางไปถึงที่นั่นก็พอ
ครั้งนี้จะเกิดเรื่องนอกแผนขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เมื่อพบปิ่นแล้วก็รีบพานางไปโดยเร็ว
หยงหนิงแอบหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง
ฉานจือร้อนใจนัก จึงรีบเอ่ยว่า “ท่านน้า แน่ใจหรือว่าหล่นอยู่แถวนี้ เหตุใดจึงไม่พบ…”
ตุ้บ!
ร่างของฉานจือแข็งทื่อ นางหันกลับไปมองหยงหนิงที่อยู่ข้างหลัง ใบหน้าอันอ่อนโยนผ่องใสดุจแสงจันทร์วันวาน บัดนี้เย็นเยียบถึงขีดสุด ราวกับผีร้ายที่เดินออกจากนรกภูมิมาทวงชีวิต
เลือดอุ่น ๆ ซึมไหลลงมาตามหน้าผากของนาง
ฉานจือขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น
มุมปากของหยงหนิงยกยิ้มเยือกเย็น “ในเมื่อพวกเจ้าเลือกที่จะไม่ปล่อยข้า ก็เริ่มได้เลย เจ้าเป็นคนแรก!”
ก้อนหินที่เปื้อนคราบเลือดถูกโยนทิ้งลงในพงหญ้าข้างทาง
นางลากฉานจือไปซ่อนไว้หลังก้อนหินไท่หูขนาดใหญ่ จากนั้นก็หันหลังกลับเดินย้อนสู่ตำหนักจิ่งเหออย่างรวดเร็ว
วังหลวงอันเป็นแดนเขมือบคนแห่งนี้ นางไม่มีทางออกไปได้อีกแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อยู่ต่อ
คิดว่าหากเป็นเหวินชิงคงคาดไม่ถึงเป็นแน่ว่านางกลับมาที่ตำหนักจิ่งเหออีกครั้ง
วันนี้เป็นวันที่นางในจะออกจากวัง ทุกราชวงศ์ศรัทธ์ฉีเมื่อถึงวันนี้จะปล่อยนางในกลุ่มหนึ่งให้ออกจากวัง
ก่อนออกจากวังจะมีการจัดงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งนางใน ดังนั้นทั่วทุกที่จึงมีแต่เสียงอึกทึก นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่หยงหนิงจะเอาชีวิตรอด
ฤทธิ์ยากระตุ้นกำหนัดค่อย ๆ แผ่ซ่านลุกลามขึ้น หยงหนิงเดินเร็วมาก ฤทธิ์ยาก็ออกฤทธิ์เร็วเช่นกัน
นางกัดริมฝีปากจนแตก ความเจ็บแปลบอันรุนแรงทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
นางเดินเร็วเข้าไปในอุทยานด้านหลังของตำหนักจิ่งเหอ นางคือท่านน้าหยงหนิงแห่งตำหนักจิ่งเหอ ถึงแม้ข้ารับใช้ที่ผ่านไปมาจะเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าขวางทางสอบถาม
เหล่าข้ารับใช้ล้วนเคารพนบนอบนางอย่างที่สุด ตลอดทางไม่มีผู้ใดขัดขวาง
หยงหนิงเดินหาจนกระทั่งพบเสี่ยวเฉิงจื่อ ขันทีน้อยผู้ดูแลเรือนเพาะชำดอกไม้
นางเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาไว้ ในยามคับขันได้แต่ต้องเดิมพันสักครั้ง
“ท่านน้า!” เสี่ยวเฉิงจื่อรีบลุกขึ้นยืน มองหยงหนิงด้วยความประหลาดใจ “ท่านมิใช่ว่าออกจากวังไปแล้วหรือ”
ร่างของหยงหนิงสั่นเทาเล็กน้อย นางจ้องเขม็งไปที่เสี่ยวเฉิงจื่อ ก่อนจะยัดของมีค่าที่ติดตัวมาทั้งหมดใส่มือของเสี่ยวเฉิงจื่อ
“เจ้าอย่าเพิ่งพูด ฟังข้าพูด สองเรื่อง!”
สีหน้าของหยงหนิงซีดขาว น้ำเสียงเข้มงวด
เสี่ยวเฉิงจื่อตกใจจนตัวแข็ง รีบนิ่งเงียบตั้งใจฟัง
หยงหนิงหยิบป้ายอนุญาตออกนอกวังออกมาแล้วกล่าวว่า “นี่คือป้ายออกนอกวังของข้า เรื่องแรก เจ้าจงรีบออกจากวังไปที่หน้าประตูตงซือหม่า บอกพ่อแม่ของข้าให้หาที่ซ่อนตัว”
“ห้ามกลับบ้านเกิดที่ชนบทอีก จงซ่อนตัวไปเรื่อย ๆ จนกว่าข้าจะไปตามหาพวกเขาด้วยตัวเอง ของมีค่าเหล่านี้เป็นค่าตอบแทนที่ข้าให้เจ้า เจ้าสามารถเอาไปรักษาโรคให้แม่เจ้าได้ เรื่องนี้จะบอกผู้ใดเด็ดขาดไม่ได้ ยิ่งบอกนายหญิงไม่ได้!”
เสี่ยวเฉิงจื่อพยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว
“เรื่องที่สอง…” หยงหนิงยกมือขึ้นปลดอาภรณ์ของเสี่ยวเฉิงจื่อ
“ท่านน้า?” เสี่ยวเฉิงจื่อร้องอย่างตกใจ
ร่างของหยงหนิงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้แล้ว นางกัดฟันพูดว่า “ข้าขอยืมอาภรณ์ของเจ้าใช้สักครู่ เจ้ากลับไปหยิบตัวใหม่มาเปลี่ยน เสื้อผ้าที่ข้าใส่จะออกจากวัง เจ้าจงเอาผูกติดกับก้อนหินโยนลงสระไท่เยี่ยซะ”
“เสี่ยวเฉิงจื่อ” หยงหนิงจ้องเขาเขม็ง “เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ หากเจ้าพูดออกไปแม้แต่ครึ่งคำ ทั้งเจ้าและข้าจะตายอย่างไร้ที่ฝังศพ”
เสี่ยวเฉิงจื่อตกใจจนแทบสิ้นสติ แต่ว่าท่านน้าหยงหนิงเคยช่วยชีวิตเขาไว้
เขาเป็นคนซื่อสัตย์และขี้ขลาด แต่ก่อนเคยล่วงเกินท่านพ่อบ้านหลี่จนเกือบถูกตีตาย ถ้ามิใช่ท่านน้าหยงหนิงออกหน้ารับประกันตัวเขา เขาจะยังยืนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
หยงหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นางใส่จะออกจากวัง สวมอาภรณ์ขันทีแทน แล้วรีบวิ่งไปที่ริมสระน้ำมุมหนึ่งของเรือนเพาะชำดอกไม้ ใช้น้ำใสค่อย ๆ ล้างการแต่งแต้มหลอกตาทีละชั้น ๆ บนใบหน้าออก
หยงหนิงก้มลงมองสระน้ำ ในสระน้ำนั้นสะท้อนใบหน้าซึ่งลดทอนความเรียบง่ายสามัญลงไป ทว่าเพิ่มความงามล้ำเลอระดับนครา
ชั่วขณะนั้นนางรู้สึกเลื่อนลอย ยกมือขึ้นลูบไล้แผ่วเบาบนใบหน้าที่ไม่ได้พบเจอมานานของตนเอง
นางเป็นสตรีที่งดงามถึงขีดสุดมาโดยตลอด ในวังที่มีสาวงามตั้งสามพันนี้ ช่างหาผู้ใดเทียบนางได้น้อยนัก
ตลอดสิบปี นางสวมหน้ากากหนา ปกปิดรูปโฉมอันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ก้าวไปทีละขั้นอย่างระมัดระวังระวังรอบคอบไม่กล้าผิดพลาด ก็เพื่อให้ประคองตัวไปจนถึงวันออกจากวัง
หยงหนิงหลับตาลงชั่วครู่ แล้วถอนหายใจ
จากนั้นนางก็ลุกขึ้นเดินภายใต้สายตาตระการตะลึงของเสี่ยวเฉิงจื่อ ออกจากเรือนเพาะชำ เดินตัดผ่านตำหนักจิ่งเหอ มาถึงหน้าหอตำราในอุทยานหลวง
นางยืนสงบนิ่งอยู่ด้านนอกหอตำราที่เงียบเหงา ยามนี้ประกายสนธยาจางหาย ฟ้าราตรีมาเยือน แสงเทียนในหอตำราไหววูบ
แสงเทียนทั้งหมดสาดส่องลงในดวงตาของหยงหนิง ดวงตาของนางเปล่งประกายอย่างน่าตกตะลึง
หยงหนิงค่อย ๆ ยกมือขึ้น เสยปรอยผมข้างขมับ แล้วเดินเข้าไปในหอตำราทีละก้าว
ทุกต้นเดือนในวันเช่นนี้ จักรพรรดิจิ่งเฟิงเซียวเจ๋อจะเสด็จมาประทับที่นี่ลำพัง ไม่ทรงนำราชองครักษ์ ไม่ทรงพัดพาข้ารับใช้
หยงหนิงไม่รู้ว่าตนเองจะทำสำเร็จหรือไม่ อย่างไรก็แย่แค่ทรงกริ้วถูกตัดหัว ยังดีกว่าถูกขันทีเฒ่าทรมาน
นางจ้องเขม็งไปที่แสงเทียนนั้นที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ แววตามีความมุ่งมั่นมากขึ้นหลายส่วน
เหวินชิงเอ๋ยเหวินชิง ที่เจ้าไม่ยอมปล่อยข้าออกจากวัง จักเป็นการตัดสินใจที่เจ้าต้องเสียใจที่สุดไปจนชั่วชีวิต
แทนที่จะถูกส่งไปเป็นคู่เสวยของหลี่ไหลฝูขันทีเฒ่านั่น ข้ายอมเลือกชายผู้สูงศักดิ์ที่สุดใต้หล้านี้ เดิมพันสักครั้ง
เหวินชิง เจ้าไม่ต้องการให้ข้าไป
เช่นนั้น ข้าขออยู่ต่อ
ข้าชูเจ้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงได้ ก็เหยียบเจ้าลงสู่น—ร—ก ได้เช่นกัน!
ภายในหอตำรา จักรพรรดิจิ่งเฟิงเซียวเจ๋อทรงเอนพระวรกายพิงพระเก้าอี้มังกร นิ้วเรียวยาวทรงคลี่ยึดจอกสุราหยกขาวฝีมือแกะสลักอันประณีต บริเวณพระบาทรายล้อมด้วยไหสุราขนาดเล็กที่เปิดผนึกแล้ว
พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดคลุมยาวปักลายเมฆอย่างบุรุษสูงศักดิ์ทั่วไป พระวรกายโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นสุราจาง ๆ สีพระพักตร์เหม่อลอยเลื่อนไหล
พระทัยที่เคลิ้มน้อย ๆ ได้ล่องลอยออกนอกกำแพงวังสูงไปถึงวัยหนุ่มเมื่อครั้งเพิ่งย้ายออกจากวังหลวงแต่งตั้งเป็นอ๋องสร้างจวน
ในช่วงฤดูร้อนอันเจิดจ้านั่นเอง พระองค์ทรงพบผู้เป็นที่รักยิ่งในชีวิต
พระองค์พานางเที่ยวไปทั่วหล้า พูดคุยกันทุกเรื่อง
ถึงขั้นทรงขอพระราชทานสมรสกับเสด็จพ่อ ครานั้นพระองค์ทรงเป็นท่านอ๋องน้อยผู้ทรงเกียรติสูงส่งด้วยทองและหยก นางเป็นคุณหนูน้อยแห่งจวนแม่ทัพ ทรงคิดว่าจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับนางไปตลอด แต่คาดไม่ถึงว่าก่อนอภิเษกสมรสจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน หญิงสาวผู้นั้นล้มป่วยกะทันหันเสียชีวิต
วันนี้คือวันครบรอบการจากไปของนาง
เซียวเจ๋อทอดพระเนตรลงที่จอกสุราในพระหัตถ์ด้วยพระเนตรพร่ามัวเพราะฤทธิ์สุรา แววพระเนตรแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดหลายส่วน
ทุกครั้งในวันครบรอบการจากไปของชิงชิง พระองค์จะหลบมาประทับในหอตำราลำพัง ดื่มสุราเล็กน้อย รำลึกถึงคนรัก
ทันใดนั้นประตูหอตำราก็ถูกผลักกระแทกเข้ามาอย่างแรง แต่กลับเป็นร่างหนึ่งที่เซซวนโผนเข้ามา
ผู้นั้นสวมอาภรณ์สีเทาของขันทีน้อย รูปร่างบอบบางยิ่งนัก พัดพาเอาลมยามราตรีอันหนาวเย็นข้างนอกพุ่งตรงเข้ามาในอ้อมพระวรกายของพระองค์
เดิมทีเซียวเจ๋อทรงมีอาการมึนเมาอยู่หลายส่วน ครั้งนี้ถูกผู้มาเยือนพุ่งชน จึงทรงเวียนพระเศียรมากขึ้น เกือบจะทรงล้มลง
พระองค์เพิ่งจะทรงผลักออก แต่กลับทอดพระเนตรเห็นใบหน้าอันน่าตื่นตะลึงราวกับเทพสวรรค์
“ชิงชิง?” เซียวเจ๋อตรัสออกมาโดยไม่รู้พระองค์ สีพระพักตร์เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ทรงบีบไหล่ของคนในอ้อมพระกรแน่นในชั่วขณะ
เซียวเจ๋อทอดพระเนตรจ้องเขม็งที่ใบหน้านั้น ทรงปวดพระเศียรอย่างรุนแรง อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเยือกเย็นเฮือกใหญ่ พระหัตถ์ที่บีบไหล่นางสั่นเทาเล็กน้อย
“ชิงชิง เป็นเจ้าหรือ” พระสุรเสียงของเซียวเจ๋อสั่นเครือขึ้นมา ชั่วขณะนั้นไม่อาจแยกแยะได้ว่าคือความฝันหรือความจริง
สิบปีแล้ว พระองค์ยังคงฝันถึงใบหน้าอันงามล้ำเลอไม่ฝักใฝ่ทางโลกนั้น
ในยามนี้ ใบหน้านี้ปรากฏตรงพระพักตร์อย่างชัดแจ้งเช่นนี้ ชั่วพริบตา พระเนตรของเซียวเจ๋อก็แดงก่ำ
หรือชิงชิงของพระองค์กลับมาตามหาพระองค์จริง ๆ
“ช่วย…ช่วยข้าด้วย!” ใบหน้าของหยงหนิงแดงระเรื่อ ฤทธิ์ยากระตุ้นกำหนัดไม่อาจระงับได้อีกต่อไป ก็ต้องขอบคุณยากระตุ้นกำหนัดของกุ้ยเฟยเหวินด้วย ที่ทำให้การแสดงของนางในยามนี้สมจริงปานนั้น
กลิ่นหอมกำยานหลงเซียนจากพระวรกายของฮ่องเต้หนุ่มโจมเข้ามา หยงหนิงเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาเลื่อนลอย คว้าพระภูษาของพระองค์ไว้แน่น น้ำเสียงแหบแห้งอย่างยิ่ง
“โปรดช่วยข้าด้วย!”