เสียงนกร้องแผ่วเบาปลุกเฉินฝานให้ตื่นจากนิทรา
เฉินฝานลืมตาขึ้น มองไปทางหน้าต่าง แสงสลัวเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว ใกล้สว่างเต็มที เขาลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว สวมอาภรณ์นักพรต รวบมวยผมแบบนักพรต แล้วผลักประตูออกไป
หลังล้างหน้าแปรงฟันอย่างง่าย ๆ เขาก็เริ่มซาวข้าว ก่อไฟต้มโจ๊ก ครึ่งชั่วยามผ่านไป กลิ่นหอมของโจ๊กก็ลอยกรุ่นจากหม้อ เขาตักโจ๊กใส่ชามดินเผา จากนั้นไปที่ไหผักดอง ตักผักเค็มใส่จานเล็ก ๆ แล้วจึงเดินไปเคาะประตูห้องอาจารย์
นับตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ เวลาก็ล่วงเลยมากว่าสามเดือนแล้ว เฉินฝานคุ้นชินกับชีวิตในตอนนี้เป็นอย่างดี ทุกเช้าตื่นขึ้นมาแต่งตัว ล้างหน้าแปรงฟัน ก่อไฟต้มโจ๊ก แล้วค่อยไปปลุกอาจารย์
เสียงประตูเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น ก่อนนักพรตเฒ่าในอาภรณ์สีครามจะเปิดประตูออกมา
“อาจารย์ โจ๊กเสร็จแล้วขอรับ!”
นักพรตเฒ่าในอาภรณ์สีครามหาวหวอด ก่อนพยักหน้า “ดี ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้าไปกินก่อนเถอะ!”
เฉินฝานกลับไปที่โต๊ะอาหาร ทว่าไม่ได้หยิบตะเกียบขึ้นมา เพียงนั่งรอจนกระทั่งนักพรตเฒ่าล้างหน้าแปรงฟันอย่างง่าย ๆ แล้วมานั่งประจำที่ หยิบชามกับตะเกียบขึ้นมา เขาจึงเริ่มกิน
คนชราคนหนึ่งกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งต่างไม่พูดไม่จา เพียงกินโจ๊กและคีบกับข้าว ทั้งคู่กินไม่ช้า ไม่นานโจ๊กขาวหนึ่งชามก็หมดเกลี้ยง
ครั้นแล้วนักพรตเฒ่าจึงเอ่ยขึ้นว่า “อวี้เจิน เจ้ามาอยู่ที่อารามชิงหยางกับอาจารย์ครบหนึ่งปีแล้วกระมัง?”
อวี้เจินคือฉายานักพรตของเฉินฝาน ปกติอาจารย์เรียกเขาด้วยฉายานี้ ส่วนชื่อสามัญเฉินฝานแทบไม่ได้ใช้แล้ว
ตามคำกล่าวของเซียวเหยา จื่อ อาจารย์ของเขา อวี้เจินแฝงความหมายถึงเซียน ส่วนชื่อสามัญของเขากลับมีคำว่า ‘ปุถุชน’ อยู่ด้วย นั่นหมายความว่านับแต่นี้ เซียนกับปุถุชนได้แยกจากกันแล้ว
เฉินฝานตอบว่า “ท่านอาจารย์ จนถึงวันนี้ก็ครบหนึ่งปีพอดีขอรับ”
เซียวเหยาจื่อพยักหน้า “อืม ดูท่าอาจารย์จะจำไม่ผิด เมื่อครบหนึ่งปีแล้ว วันนี้ก็เริ่มติดตามอาจารย์ฝึกตนได้!”
หัวใจเฉินฝานเต้นแรงเมื่อได้ยิน ก่อนจะเปี่ยมด้วยความยินดี เขามาจากยุคหลัง ย่อมใฝ่ฝันถึงการบำเพ็ญเพียรและความเป็นอมตะ นี่เองคือเหตุผลที่แม้ทะลุมิติมาแล้ว เขาก็ยังข่มใจไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม และเลือกใช้ชีวิตเช่นเดิมต่อไป
จากนั้นเฉินฝานก็ตามเซียวเหยาจื่อไปยังห้องสงบภายในอารามชิงหยาง
“เมื่อก่อนที่อาจารย์เลือกเจ้าเป็นศิษย์ ก็เพราะเห็นว่าเจ้ามีวุฒิภาวะเกินวัย จิตใจมั่นคง อีกทั้งพรสวรรค์ก็ไม่เลว ความเข้าใจยังโดดเด่น ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา อาจารย์ให้เจ้าจัดการงานจิปาถะ ไม่เอ่ยถึงการฝึกตนแม้แต่คำเดียว แต่เจ้าก็ไม่ร้อนใจ ไม่กระวนกระวาย ใจสงบนิ่งดุจบ่อน้ำโบราณ นับว่าหาได้ยากยิ่ง ผู้บำเพ็ญลมปราณอย่างพวกเราให้ความสำคัญกับจิตใจเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นวันนี้อาจารย์จะถ่ายทอดวิธีฝึกตนให้เจ้าอย่างเป็นทางการ”
เฉินฝานรีบคุกเข่าคารวะ “ขอบพระคุณท่านอาจารย์!”
“ในบรรดาวิถีบำเพ็ญเพียรของยุคนี้ วิถีที่สมบูรณ์และรุ่งเรืองที่สุดไม่มีอื่นใดเกินกว่าการหลอมปราณและวิถียุทธ์” เซียวเหยาจื่อมองเฉินฝานอย่างพึงพอใจแล้วพยักหน้า ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “วิถียุทธ์แบ่งเป็นเก้าระดับ เมื่อบรรลุแล้ว ร่างกายจะแข็งแกร่งดุจทองเหล็ก อาจเคลื่อนภูผาพลิกสมุทร ทำลายเมืองตีค่าย พลังอำนาจลึกล้ำเกินหยั่ง วันนี้จะยังไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับอารามชิงหยางของเรา”
“สิ่งที่อาจารย์จะกล่าวในวันนี้คือวิถีของผู้บำเพ็ญลมปราณ การสืบทอดของผู้บำเพ็ญลมปราณเรามีมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล สามารถเชื่อมสู่วิถีเซียน มุ่งตรงสู่มหาวิถี เป็นเคล็ดวิชาความเป็นอมตะอันสูงส่งยิ่ง”
เฉินฝานรู้สึกฮึกเหิมเมื่อได้ยิน บำเพ็ญเซียนนี่เอง! ในที่สุดหลายเดือนที่ผ่านมาซึ่งเขาต้องทำงานหนักราววัวควาย คอยรับใช้อาจารย์ก็ไม่เสียเปล่า
แต่ยังไม่ทันหายยินดี ก็ได้ยินเซียวเหยาจื่อกล่าวต่อว่า “ทว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงตำนาน ต่อให้เป็นเรื่องจริง ก็เกิดขึ้นในยุคบรรพกาล บัดนี้ทำไม่ได้แล้ว”
เซียวเหยาจื่อทอดถอนใจ “ทุกวันนี้ฟ้าดินแปรเปลี่ยน พลังวิญญาณเบาบาง ผู้บำเพ็ญลมปราณอย่างพวกเราฝึกตนได้ยากยิ่ง คิดจะบรรลุความเป็นอมตะนั้นยากเพียงใด!”
“อาจารย์บำเพ็ญเพียรอย่างหนักมา 70 ปี เพิ่งก้าวข้ามขั้นสร้างฐานมาได้อย่างฉิวเฉียด อายุขัย 200 ปี เมื่อเทียบกับปุถุชนก็เรียกได้ว่าเป็นอมตะ แต่ตัวอาจารย์รู้ดีว่า ชั่วชีวิตนี้คงยากจะก้าวเข้าสู่ขั้นแก่นทอง”
เฉินฝานถามอย่างระมัดระวัง “ท่านอาจารย์ ขั้นสร้างฐานนี้เป็นขั้นที่เท่าใดหรือขอรับ?”
“ผู้บำเพ็ญลมปราณแบ่งเป็นเก้าขั้นเช่นกัน ได้แก่ ขั้นสดับมรรคา ขั้นสร้างฐาน ขั้นแก่นทอง ขั้นหยวนอิง ขั้นเฉียนหยวน ขั้นต้งซวี ขั้นอวี้ผู่ ขั้นหยางเสิน และขั้นเหินสู่สวรรค์ อาจารย์อยู่ในขั้นที่สอง คือขั้นสร้างฐาน หากก้าวเข้าสู่ขั้นแก่นทองได้ ก็จะมีอายุขัยพันปี นั่งมองความผันผวนของโลกมนุษย์ เพียงแต่...ยาก ยากเหลือเกิน!”
เฉินฝานเงียบงันไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาคิดว่าตั้งแต่นี้ไปจะได้เป็นอมตะและใช้ชีวิตอย่างอิสระ ที่ไหนได้ ดูท่าคงไม่ง่ายเสียแล้ว
“แล้วการฝึกวิถียุทธ์เล่าขอรับ? จะบรรลุความเป็นอมตะได้หรือไม่?” เฉินฝานยังไม่ยอมแพ้ จึงถามต่อ หากหนทางผู้บำเพ็ญลมปราณไปต่อไม่ได้ ก็แค่เปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น ยิ่งฟังดูแล้ว วิถียุทธ์ก็แข็งแกร่งไม่น้อย
ใครจะคิดว่าเซียวเหยาจื่อกลับส่ายหน้า “ผู้บำเพ็ญลมปราณอย่างพวกเราบรรลุความเป็นอมตะได้ยากก็จริง แต่อย่างน้อยก็เดินมาถูกทาง เพียงถูกฟ้าดินจำกัดไว้ ส่วนวิถียุทธ์นั้นกลับเดินผิดทางตั้งแต่แรก”
“ต่อให้ฝึกจนถึงวิถียุทธ์ระดับหนึ่ง อายุขัยก็มีเพียง 200 ปีเท่านั้น แม้จะแข็งแกร่งก็จริง สุดท้ายก็ต้องสิ้นอายุขัย กลายเป็นเพียงดินกองหนึ่ง”
“แล้วฝึกทั้งสองวิถีพร้อมกันได้หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ได้!” สีหน้าเซียวเหยาจื่อเคร่งขรึมขึ้น เขากล่าวอย่างจริงจังยิ่ง “ปุถุชนใฝ่หาความแข็งแกร่งเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่มีทางฝึกทั้งสองวิถีพร้อมกันได้ วิถียุทธ์ฝึกปราณโลหิต แม้เรียกว่าปราณ แต่แท้จริงแล้วคือเลือด เมื่อปราณโลหิตเข้มข้นหนักแน่น ก็จะยึดร่างกายและกักขังวิญญาณไว้ นานวันเข้า ปราณโลหิตย่อมแทรกซึมสู่จิตวิญญาณ ทำให้ยากจะหลุดพ้น ส่วนการหลอมปราณนั้นเน้นจิตใสปราณผ่อง ดอกไม้สามดอกชุมนุมบนกระหม่อม พลังทั้งห้าหวนคืนสู่ต้นกำเนิด เจ้าอย่าได้ละทิ้งหนทางแห่งความเป็นอมตะ เพียงเพื่อความแข็งแกร่งชั่วคราวเป็นอันขาด”
เฉินฝานกระจ่างแจ้งขึ้นมา พยักหน้ารับ “ศิษย์แค่สงสัยเท่านั้น จะไม่ฝึกวิถียุทธ์หรอกขอรับ”
จากนั้นเซียวเหยาจื่อก็เริ่มอธิบายความล้ำลึกของการฝึกตนในวิถีผู้บำเพ็ญลมปราณ พร้อมถ่ายทอดเคล็ดวิชา 《คัมภีร์ชิงหยาง》 ให้เฉินฝาน
《คัมภีร์ชิงหยาง》พัฒนามาจาก《คัมภีร์หนานฮวา》 มีรากฐานไม่ธรรมดา นับเป็นเคล็ดบำเพ็ญภายในสายเต๋าที่เที่ยงตรงและสมดุลเล่มหนึ่ง
หลังอธิบายอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ เซียวเหยาจื่อก็ล้วงม้วนไม้ไผ่ออกจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้เฉินฝาน
เฉินฝานรับม้วนไม้ไผ่มา เห็นว่าไม้ไผ่มีสีเขียวราวหยก แม้ถูกแกะสลักเป็นแผ่นม้วนแล้ว แต่ยังมีพลังชีวิตแผ่ล้อม ดูไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
“นี่คือต้นฉบับ《คัมภีร์ชิงหยาง》 อีกทั้งยังเป็นมรดกสืบทอดที่สำคัญที่สุดของอารามชิงหยาง วันนี้อาจารย์มอบให้เจ้าแล้ว จงทำความเข้าใจให้ดี ย่อยสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ หากมีเรื่องใดไม่เข้าใจก็มาถามอาจารย์”
เฉินฝานเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ท่านอาจารย์ ของล้ำค่าเช่นนี้จะให้ศิษย์เก็บไว้ได้อย่างไรขอรับ?”
เซียวเหยาจื่อโบกมือ “ตอนนี้ในอารามชิงหยางมีเพียงอาจารย์กับศิษย์สองคน อาจารย์ก็ไม่ได้คิดจะรับศิษย์เพิ่ม วันหน้าอารามชิงหยางแห่งนี้ย่อมตกทอดถึงมือเจ้า ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น ลงไปเถอะ!”
เฉินฝานรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาคารวะแล้วถอยออกจากห้องสงบอย่างเงียบงัน ก่อนมุ่งตรงกลับห้องของตน
ตลอดทางเขาเดินอย่างไม่รีบร้อน สีหน้าไร้ความกระวนกระวายแม้แต่น้อย ครั้นกลับถึงห้องและปิดประตูแน่นแล้ว สีหน้าที่สงบนิ่งดุจบ่อน้ำโบราณมาตลอดก็เผยแววตื่นเต้นยินดีขึ้นมาในที่สุด
เฉินฝานขยับความคิด แผงสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา
ชื่อ: เฉินฝาน (นักพรตอวี้เจิน)
อายุขัย: 12/87 (+)
ความเข้าใจ: 17 (+) (คนทั่วไป 10)
พรสวรรค์: 19 (+) (คนทั่วไป 10)
ขั้น: ไม่มี (+)
เคล็ดวิชา: 《คัมภีร์ชิงหยาง》 (ยังไม่เริ่มฝึก +)
สมบัติ: ไม่มี
แต้มเสริมพลัง: 91 (ได้รับวันละ 1 แต้ม)
นับตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่ เขาก็มีแผงนี้ติดตัว แผงดังกล่าวไม่ได้ซับซ้อนนัก เพียงแสดงข้อมูลพื้นฐานของเขาไว้บางส่วน สิ่งสำคัญที่สุดคือแต้มเสริมพลัง
ทุกวันเขาจะได้รับแต้มเสริมพลัง 1 แต้ม ตอนนี้สะสมไว้แล้วกว่า 90 แต้ม แต้มเสริมพลังสามารถใช้เพิ่มความเข้าใจและพรสวรรค์ ทะลวงเคล็ดวิชา ทะลวงขั้น เสริมพลังสมบัติ หรือแม้แต่เพิ่มอายุขัยได้ เรียกได้ว่าไร้สิ่งใดที่ทำไม่ได้ นี่เองคือความมั่นใจที่ทำให้เขาเลือกอยู่ที่นี่ต่อไป
