อวี๋ไต้ฝืนใจนั่งลงข้างชายหนุ่ม แผ่นหลังเหยียดตรง ท่านั่งเรียบร้อยราวกับนักเรียนที่กำลังตั้งใจฟังบทเรียนอยู่ในห้อง
โซฟาหนังแท้มีขนาดไม่ใหญ่นัก พอทั้งสองนั่งด้วยกันจึงอยู่ใกล้ชิดกันมาก ใกล้จนลมหายใจของอวี๋ไต้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมเย็นเฉพาะตัวของเขา
กลิ่นนั้นยังเจือปนกลิ่นยาสูบจาง ๆ ซึ่งไม่ได้ชวนให้ขยะแขยง แต่กลับทำให้เธออึดอัดทรมานไม่น้อย
เซี่ยซือหลี่มองแผ่นหลังบอบบางของเธอ พลางหัวเราะเสียงต่ำ แขนยาวแข็งแรงพาดลงบนพนักโซฟาด้านหลังเธออย่างเป็นธรรมชาติ
หากมองจากมุมด้านหน้า ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มแทบจะโอบร่างสาวน้อยไว้ทั้งตัว ความหวงแหนที่มีต่อเธอไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย
ราวกับงูพิษที่ซุ่มล่าเหยื่ออยู่ในป่าลึก มันซ่อนตัวอย่างเหี้ยมโหดมาเนิ่นนาน รอเพียงให้เหยื่อตรงหน้าพลาดท่า แล้วจึงฉกกัดและฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ
“เดี๋ยวเข็มบนวงล้อนี้ชี้ไปที่ใคร คนนั้นต้องทำตามคำสั่งของเกม”
“ถ้ายอมแพ้ ก็ต้องลงโทษตัวเองด้วยการดื่มหนึ่งแก้ว” เฉินไหวหยิบไพ่สำรับหนึ่งวางบนโต๊ะ ก่อนจะหมุนวงล้อบนโต๊ะด้วยรอยยิ้มขบขัน
ผ่านไปหลายรอบ เข็มก็ยังไม่เคยชี้มาทางอวี๋ไต้ เธอจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มร่าเริงเริ่มปรากฏบนใบหน้า
แต่เธอยังดีใจได้ไม่นาน ก็เห็นว่าเข็มบนโต๊ะหยุดชี้มาทางตัวเองเสียแล้ว
เฉินไหวกะพริบตา ก่อนเหลือบมองเซี่ยซือหลี่ที่นั่งข้างอวี๋ไต้อย่างมีนัย จากนั้นจึงถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “รุ่นน้องอยากเลือกตอบความจริงหรือกล้าท้าทาย?”
อวี๋ไต้ตอบตะกุกตะกักว่าเลือกตอบความจริง เฉินไหวตาไวพอจะสังเกตเห็นแววเสียดายวูบหนึ่งในดวงตาของชายหนุ่ม
เมื่อรับรู้ถึงสายตาของเซี่ยซือหลี่ เฉินไหวก็หยิบไพ่จากบนโต๊ะขึ้นมาใบหนึ่ง ก่อนถามด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ทัน
“ก่อนหน้านี้รุ่นน้องเคยคบใครไหม?”
พอได้ยินคำถามนี้ อวี๋ไต้ก็รู้สึกถึงไอร้อนที่ค่อย ๆ ลามจากใบหน้าไปถึงหลังใบหู
ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกของเธอหรือเปล่า อวี๋ไต้รู้สึกว่ามีสายตาเย็นเยียบเหนียวหนืดจ้องแผ่นหลังเธออยู่ตลอดเวลา
แต่ทุกครั้งที่เธอหันหน้าไปมอง ก็สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของเซี่ยซือหลี่เท่านั้น
แม้จะเป็นแค่คำถามธรรมดา แต่เธอกลับรู้สึกอย่างประหลาดว่า หากตอบไม่ดี ต่อไปอาจต้องเจอเรื่องแย่ ๆ ก็ได้ แปลกชะมัด
อวี๋ไต้เม้มริมฝีปากบาง ๆ แล้วตอบเสียงเบา “ไม่เคยคบค่ะ”
เฉินไหวพยักหน้า ทำท่าราวกับโล่งอกแทนเธอด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเริ่มหมุนวงล้อบนโต๊ะอีกครั้ง
ภายใต้แสงสลัว เซี่ยซือหลี่แตะปลายบุหรี่ที่คีบไว้ลงบนริมฝีปาก แสงแดงวาบนั้นขับให้ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มดูราวกับภูตผีที่คลานขึ้นมาจากขุมนรก
ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อย ควันขาวค่อย ๆ ลอยออกมา ขนตาทอดเงารูปพัดลงใต้ดวงตาเมื่อเขาหลุบตา จนไม่มีใครมองออกว่าในใจคิดอะไรอยู่
เพียงไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ เซี่ยซือหลี่ก็คิดไว้แล้วว่า หากอวี๋ไต้ตอบไม่ถูกใจ เขาจะลงโทษเธอด้วยวิธีไหนดี
เอวของเบบี๋นุ่มนิ่มขนาดนั้น น่าจะรับได้หลายท่วงท่า
จะบนเตียง หน้ากระจกในห้องน้ำ หรือบนโซฟาดี? หรือจะเป็นบนพื้นปูพรมขนนุ่ม?
แช่น้ำพุร้อนก็ดูไม่เลวเช่นกัน ราวกับนึกถึงเรื่องสนุกอะไรขึ้นมาได้ ชายหนุ่มก็หัวเราะเสียงต่ำอย่างอารมณ์ดี
ใต้หางตาของเขามีไฝน้ำตาเม็ดเล็กจิ๋วแต้มอยู่ ทำให้ใบหน้าขาวเย็นดูเย้ายวนขึ้นอีกหลายส่วน
ผ่านไปสองรอบ เข็มก็หยุดตรงหน้าอวี๋ไต้อีกครั้ง
ราวกับเดาความคิดในใจเธอได้ เฉินไหวจึงหยอกขึ้นก่อนว่า “ต้องสลับกันเล่นระหว่างตอบความจริงกับกล้าท้าทายนะ รุ่นน้อง”
อวี๋ไต้เม้มริมฝีปากแดงนิด ๆ สุดท้ายจึงจำใจเลือกกล้าท้าทาย
เฉินไหวหยิบไพ่ใบหนึ่งจากสำรับบนโต๊ะ พออ่านตัวอักษรบนไพ่ชัด ๆ ก็ไอกระแอมสองครั้ง
“ขอให้รุ่นน้องเลือกผู้ชายที่อยู่ใกล้ที่สุดในห้อง แล้วสอดนิ้วประสานมือกันจนกว่าเกมจะจบ”
พอได้ยินดังนั้น อวี๋ไต้ก็นิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอรู้จักผู้ชายในที่นี้กี่คน ตอนนี้คนที่อยู่ใกล้เธอที่สุดก็คือเซี่ยซือหลี่
ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนิทกัน อวี๋ไต้ทำเรื่องแบบนี้ไม่ลง ยิ่งไปกว่านั้น เธอขี้อายมาตั้งแต่เด็ก แทบไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชาย
คนที่เธอใกล้ชิดด้วยมากที่สุดก็มีแค่หัวหน้าห้องสมัยมัธยมปลาย
สุดท้ายอวี๋ไต้ก็เลือกลงโทษตัวเองด้วยการดื่มหนึ่งแก้ว ทั้งที่เธอเองก็ดื่มเหล้าไม่เป็น “งั้นฉันยอมแพ้ค่ะ”
เฉินไหวรอให้เธอพูดประโยคนี้อยู่แล้ว เขารินเหล้าผลไม้แก้วเล็กส่งให้อวี๋ไต้ พร้อมรอยยิ้ม “รุ่นน้องไม่ต้องกังวลหรอก นี่เป็นเหล้าผลไม้ที่มีแอลกอฮอล์น้อยมาก ดื่มแล้วไม่เมาหรอก”
อวี๋ไต้รับเหล้าผลไม้จากมือเขา จรดแก้วแตะริมฝีปากจิบเบา ๆ ก่อน พบว่ารสชาติหวานจริง ๆ ราวกับน้ำผลไม้
แถมยังมีกลิ่นองุ่นจาง ๆ ด้วย เธอจึงวางใจ ยกแก้วดื่มจนหมดในรวดเดียว
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร อวี๋ไต้รู้สึกว่าศีรษะเริ่มมึนงง สายตาพร่ามัวจนมองอะไรไม่ชัด
ร่างกายอ่อนปวกเปียกเอนพิงไปทางโซฟาด้านหลังพอดี จึงซุกเข้าไปในอ้อมแขนของชายหนุ่ม อวี๋ไต้พยายามดิ้นลุกขึ้น แต่กลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
ดูเหมือนเธอจะเมาจริง ๆ เสียงครางแผ่วเบาหลุดออกจากปากอย่างไม่รู้ตัว ขนตาสั่นไหวเบา ๆ ก่อนจะผล็อยหลับไป
ต้นขาขาวผ่องของสาวน้อยแนบชิดกับกางเกงสูทสีดำของชายหนุ่ม เซี่ยซือหลี่ดับบุหรี่ที่ปลายนิ้ว โอบเอวบอบบางของเธอไว้ด้วยแขนข้างเดียว ก่อนเสียงหัวเราะแผ่วเบาจะหลุดจากลำคอ
เขาถอดเสื้อสูทคลุมร่างอวี๋ไต้ไว้ ปลายแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงของชายหนุ่ม
เซี่ยซือหลี่อุ้มเธอขึ้นจากโซฟา ปล่อยให้ร่างสาวน้อยซุกอยู่ในอ้อมแขน จากนั้นจึงบอกเฉินไหวว่า “ดึกแล้ว พวกเราขอตัวก่อน”
เฉินไหวยกคิ้วให้เขา ตอนเดินออกไปส่งเซี่ยซือหลี่ก็ยังพูดเสียงเบาว่า “พี่เซี่ยอย่าลืมรถหรูที่รับปากผมไว้นะ”
เฉินเหยียนที่อยู่ในห้องเดินตามออกมาด้วย เธอยืนอยู่ด้านหลังเฉินไหว แววตาฉายความไม่สบายใจ มือที่ห้อยอยู่ข้างตัวเพิ่งยกขึ้น ก็ถูกคนตรงหน้ากดไว้เสียก่อน
เฉินไหวย่อตาหรี่ลง “ฉันเตือนเธอไว้ก่อน อย่าทำอะไรที่เป็นผลเสียต่อครอบครัว ไม่อย่างนั้น ต่อให้เธอเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของฉัน ฉันก็ไม่ปรานีเหมือนกัน”
ใบหน้าของเฉินเหยียนซีดลงเล็กน้อย เธอก้มหน้าลง “อืม…”
ʚ•͈ᴗ•͈ɞ
หลังออกจากสโมสรไป๋หยวน เซี่ยซือหลี่ก็อุ้มคนในอ้อมแขนเดินไปยังลานจอดรถใต้ดินอย่างมั่นคง
หลี่ผู้ช่วยพิเศษยืนอยู่ข้างรถหรู พอเห็นเจ้านายเดินมาโดยอุ้มผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน แววประหลาดใจก็วาบผ่านดวงตา แต่ไม่นานเขาก็ก้มสายตาลง ไม่กล้ามองส่งเดช
หลังทั้งสองขึ้นรถแล้ว หลี่ผู้ช่วยพิเศษจึงกลับไปนั่งตำแหน่งคนขับโดยไม่เหลือบมอง ก่อนจะเลื่อนฉากกั้นภายในรถขึ้นอย่างรู้หน้าที่
บนเบาะหลัง เซี่ยซือหลี่กอดสาวน้อยไว้ในอ้อมแขน สายตาเหนียวหนืดทอดลงบนแก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อของเธอ ก่อนค่อย ๆ เลื่อนลงไปยังริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อ
มือข้างหนึ่งของเขากอดเอวเธอไว้แน่น รั้งร่างเธอให้อยู่ในอ้อมแขน ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่ลูบไล้ลำคอเรียวบางของอวี๋ไต้
เมื่อสัมผัสได้ถึงเลือดอุ่น ๆ และชีพจรที่เต้นแผ่วใต้ปลายนิ้ว ดวงตาของชายหนุ่มก็ฉายแววสุขสมอย่างบิดเบี้ยว
“เลือดของเบบี๋หวานไหมนะ?”
