โม่หยาแหงนมองนางเรียบ ๆ “บอกมาสิ เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์คือเขตหวงห้าม รู้หรือไม่ว่าผู้บุกรุกจะได้รับโทษทัณฑ์เช่นไร”
เกาเยว่ตกใจจนตัวเย็นเฉียบ กระอักเลือดฝืดคอ นิ้วจิกเปลือกไม้แน่น
ภาพการลงโทษโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างการเผาทั้งเป็น หรือถูกกลืนลงท้องแวบขึ้นมาในหัว
“ขะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามาที่นี่ได้อย่างไร ข้าถูกดูดเข้าไปในวังวน พอโผล่ออกมาก็มาอยู่ในทะเลสาบนี้แล้ว! ข้าไม่ได้โกหก ที่มากับข้ายังมีซั่มบ้าลายตัวหนึ่งด้วย ซั่มบ้าลายเป็นสัตว์พื้นเมืองของที่ข้า พวกท่านคงไม่มีที่นี่”
เจ้าม้าลายขาวดำนั่นน่ะหรือ?
โม่หยาจำได้
สายตากวาดมองผิวทะเลสาบ ไม่พบเงาของมัน
ครู่ต่อมา งูเหลือมยักษ์สีเหลืองเขียวตัวหนึ่งโผล่หัวขึ้นจากน้ำอย่างหวาดกลัว ภายใต้สายตาของโม่หยา มันเลื้อยขึ้นฝั่ง
เห็นท้องของมันปูดออกมาเป็นก้อน
โม่หยาเตะหัวมันอย่างเย็นชา “คายออกมา”
เพียงเท้าข้างเดียวที่ดูเบา ทว่ากลับทำให้หัวงูยักษ์ถึงกับปวดร้าว มันรีบขดตัวหดกลับ แล้วยอมอ้าปากอย่างว่าง่าย คายซั่มบ้าลายที่ยังไม่ตายสนิทออกมา
หากเป็นงูเหลือมขนาดต้นขาคนอย่างบนโลก ซั่มบ้าลายที่ถูกกลืนเข้าไปคงถูกบดกระดูกทั่วร่างแหลกละเอียด ไม่มีทางรอดแน่
แต่งูเหลือมที่นี่ตัวใหญ่พอ จัดว่าลำตัวหนากว่าซั่มบ้าลายหลายรอบ ดังนั้นหลังจากถูกกลืนลงไป ซั่มบ้าลายแค่ขาหัก ถูกรดย่อยจนขนหลุดร่วงไปบ้าง ดูน่าเวทนา แต่ยังมีลมหายใจรำไร
ซั่มบ้าลายดิ้นรนอยากลุกขึ้น
ทว่าขามันหักเสียแล้ว ลุกไม่ขึ้น
โม่หยามองดูม้าตัวเล็กประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถอนขนมันสองสามเส้น พบว่าขนไม่ได้ย้อมสี
เกาเยว่บนต้นไม้ร้องบอกเสียงดังอีกครั้ง:
“ยังมีอีก! ข้าเอากระเป๋าเดินทางมาด้วยหนึ่งใบ กระเป๋าสีชมพูใบใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาพร้อมข้านั่นแหละ! กระเป๋านั่นก็เป็นของพื้นเมืองที่ของข้า ฝีมือพิเศษมาก! พวกท่านคงไม่มีเช่นกัน!”
โม่หยาเหลือบมองทะเลสาบนิ่ง ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
งูเหลือมยักษ์อีกตัวเลื้อยขึ้นมา ลำตัวบิดเบี้ยว คายกระเป๋าเดินทางของนางออกมา พอคายออกมาแล้วยังเอาหัวดันกระเป๋าไปล้างในน้ำในทีท่าเอาใจ ก่อนจะใช้หัวดันขึ้นตลิ่ง
เกาเยว่ตะลึงงัน: แม้แต่กระเป๋าเดินทางยังกินเลยเรอะ... พลาสติกนะ เจ้าย่อยได้หรือ?
โม่หยาตรวจกระเป๋าเดินทางของนาง สีสันสดใสแปลกตา เนื้อวัสดุไม่เคยพบเห็นมาก่อนจริง ๆ ขนาดตัวเขาเองก็แยกไม่ออกว่าทำจากอะไร
ในใจเขาเชื่อแล้วแปดส่วน
ความจริงตอนนั้นเขากำลังนั่งพักอยู่บนต้นไม้ริมฝั่ง หลับตาพักผ่อน
ตลอดเวลาไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบนฝั่งเลย ด้วยกำลังของเขา ไม่มีทางพลาดเสียงเจ้าหนูเผ่าพันธุ์หญิงแอบขึ้นฝั่งได้
และตอนที่เขาลืมตา ก็เห็นวังน้ำวนพิสดารที่ยังไม่ทันสลายไปบนผิวทะเลสาบจริง ๆ
ดังนั้นอีกฝ่ายน่าจะถูกดูดเข้ามาจากรอยแยกก้นทะเลสาบ เป็นเพราะมีสิ่งคุ้มชีพติดตัว จึงไม่จมน้ำตาย
เอาเข้าจริงทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์นี้ แม้ภายนอกจะเล่าลือกันศักดิ์สิทธิ์นักหนา ถึงขั้นมีข่าวลือว่ามนุษย์สัตว์เผ่าพันธุ์ชายที่แช่ในนี้สามารถเลื่อนขั้นได้ แต่เขาอยู่ที่นี่มานาน ก็ไม่รู้สึกว่าที่นี่มีอะไรพิเศษเลย
นอกจากเงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน
การแอบเข้ามาแต่เดิมก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เผ่าอื่นไม่มีทางส่งเจ้าหนูเผ่าพันธุ์หญิงที่มีค่าถึงเพียงนี้เข้ามา
มองดูเจ้าหนูเผ่าพันธุ์หญิงท้วม ๆ ตรงหน้า โม่หยาเห็นสีหน้าหวาดกลัวของนาง รู้ว่านางตกใจกลัวมาก และบาดเจ็บด้วย
ผิวหนังของเกาเยว่มีบาดแผลมากมาย ตอนถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำเชี่ยวก็ถูกกิ่งไม้ใต้น้ำบาดเป็นแผลหลายแห่ง รอยแผลถูกน้ำเซาะจนขึ้นสีขาว เมื่อครู่ที่ตกใจรีบปีนต้นไม้ ก็ถลอกปอกเปิกอีกมาก ตอนนี้กอดต้นไม้ห่อตัวดูน่าสงสารในสายตาคนอื่นยิ่งนัก
สีหน้าของโม่หยาอ่อนลง
“เอาล่ะ ข้าเชื่อเจ้าแล้ว ลงมาเถิด”
เกาเยว่ยังกอดต้นไม้ ไม่กล้าลง
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เกินกว่าที่สมองนางจะประมวลผลได้แล้ว แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดยังมีอยู่ นางรวบรวมความกล้าโวยวายขึ้น
“ท่านไว้ใจข้า แต่ข้ายังไม่ไว้ใจท่านเลยนะ!”
โม่หยาก็ไม่ได้โกรธ ดวงตางามระยับแววยิ้ม เอนกายลงนั่งพิงต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ แหงนมองนาง
เขามีเพียงผ้าคลุมท่อนล่างทำจากหนังงูเหลือมสีดำ ร่างท่อนบนขาวเนียน กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัด ๆ อวดโฉมอย่างเปิดเผย พร้อมด้วยเรียวขายาวทรงพลังสองข้าง นั่งเอนอยู่ใต้ต้นไม้อย่างเกียจคร้าน ช่างงามตรึงตาเสียจริง
เกาเยว่หน้าแดงก่ำ สายตาหลุกหลีก พยายามข่มใจอย่างที่สุด
นางคิดว่าตัวมารงูยักษ์ตนนี้ต่อให้ตอนนี้ดูท่าทางใจดีขึ้นมา แต่หากทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาเมื่อไร เขาอาจคืนร่างเดิมออกมากินนางก็ได้ ฉะนั้นระวังตัวหน่อยดีกว่า
เลือกสรรถ้อยคำอยู่นาน นางตะโกนลงมาข้างล่าง:
“บอกสถานการณ์ที่นี่ให้ข้าหน่อยได้ไหม? ข้าไม่ได้ตั้งใจบุกเข้ามาจริง ๆ! เป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ถึงได้มาถึงที่นี่ พวกท่านอย่าโทษข้าเลย ถ้าจะโทษกัน ข้าขอโทษก่อนเลยแล้วกัน ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกท่านเลย ข้าก็กลัวมากเหมือนกันนะ!”
โม่หยาเอียงศีรษะเล็กน้อย หยาดน้ำไหลรินตามแนวกรามคมสัน
“ที่นี่คือเผ่างูเหลือมเร้น”
สำเนียงเขาทุ้มนุ่มลง ราวกับสายพิณต่ำ:“ไม่ต้องกังวล ข้าจะปิดบังเรื่องที่เจ้าโผล่มาจากทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ให้”
เผ่างูเหลือมเร้น?
เกาเยว่ไม่เข้าใจว่าตัวเองมาอยู่ที่ไหนกันแน่
นางก็ไม่กล้าถามอีก กลัวเผลอเปิดเผยตัวเอง ใครจะรู้ว่าโลกนี้มีท่าทีต่อแขกต่างโลกอย่างไร นางตัดสินใจสังเกตการณ์ต่อไป
หากถึงเวลานั้นเป็นผลดี นางก็จะเปิดเผยตัว กลับกันถ้าเป็นผลร้าย นางก็จะปิดปากเงียบให้สนิท
ส่วนตอนนี้... ยิ่งพูดยิ่งผิด ยิ่งพูดน้อยยิ่งผิดน้อย
สีหน้าของโม่หยาผ่องใสสงบนิ่ง เมื่อถูกมองเช่นนี้ เกาเยว่ก็ใจสงบขึ้นมาอย่างประหลาด เชื่อว่าพวกเขาจะไม่ทำร้ายนาง
ต่อให้ถอยก้าวหนึ่ง ตอนนี้เป็นดั่งเนื้อที่อยู่ใต้มีด ปลาที่อยู่บนเขียง อีกทั้งในมือนางก็ไม่มีอาวุธใดให้ข่มขวัญได้ พวกเขาไม่มีเหตุจำเป็นต้องโกหกนางเลย
งูเหลือมยักษ์น่าสะพรึงพวกนั้น ราวกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ ถ้าจะกินนางจริงก็แค่เขมือบลงคำเดียว ต่อให้จับนางถลกหนังรื้อกระดูกย่างสุกกินเสีย นางก็ไม่มีทางขัดขืน ไยต้องเสียเวลามาหลอกนางด้วย?
คิดไปคิดมา อารมณ์ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงมาก
นางเปียกโชกทั้งตัว พอถูกลมเย็นพัดก็หนาวสั่นสะท้าน อาการอุณหภูมิกายลดต่ำเริ่มชัดเจนขึ้นทุกที
นางอยากลงไปแล้ว
แต่เท้าเหยียบต้นไม้ ลองอยู่หลายครั้งก็รู้สึกว่าเสี่ยงมาก อาจตกแตกได้ ไม่รู้ว่าเมื่อครู่พลังอะดรีนาลีนพุ่งพรวดจนปีนขึ้นมาได้อย่างไร
“ข้าลงเองไม่ไหว...”
นางอึกอักขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ใต้ต้นไม้
โอ๊ย น่ารักจริง!! อาการนี้ทำเอางูเหลือมยักษ์ทั้งหลายที่ซุ่มอยู่ในทะเลสาบใจละลายไปเป็นแถว พวกมันมองดูแล้วก็คึกคักอยากพุ่งออกมาจากน้ำไปช่วยนางผู้น่าสงสารจัง
โม่หยาส่งสายตาเตือนพวกมันทีหนึ่ง
เจ้าหนูนี่ดูท่าทางกลัวพวกมันมาก ตอนนี้ห้ามออกมาเด็ดขาด
เขาลังเลชั่วครู่ บอกนางว่า “กระโดดลงมาเถิด ข้าจะรับเจ้าเอง”
“หา? ข้าหนักนะ ข้าหนักตั้ง 80 กิโล! แขนท่านต้องหักแน่!”
เกาเยว่ร้องอย่างตื่นตระหนก
โม่หยาถูกนางทำเอายิ้มออกมา ใบหน้าหล่อเหลาแตะระบายรอยยิ้ม ดวงตาดุจหินโอลิวีนั้นส่องประกายระยิบระยับ
อ๊ากกก พวกงูเหลือมยักษ์ในทะเลสาบก็ใจละลายไปตาม ๆ กัน ทนไม่ไหวดิ้นผับ ๆ เจ้าหนูเผ่าพันธุ์หญิงนี่น่ารักจังเลย นางนึกว่าน้ำหนักของนางจะทับแขนโม่หยาหักได้ยังงั้นหรือ!
โม่หยาเมื่อครั้งเป็นร่างมนุษย์ยังเคยสังหารอสูรดุร้ายระดับห้าด้วยมือเปล่า อสูรระดับห้าได้ยินคำนี้ยังต้องฟื้นกลับมาขำเป็นตายเลย
“น้ำหนักแค่นี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เจ้าลองหนักกว่านี้อีกสักหลายร้อยชั่งค่อยว่ามา” โม่หยาพูดอย่างนึกขำ
รอยยิ้มนี้ทำเอาเกาเยว่มองเคลิ้มไป
แต่นางก็ยังไม่กล้า
แรงกระแทกจากการกระโดดลงมากับแรงอุ้มมันต่างกันนะ แรงกระแทกต้องมหาศาลแน่ นางเคยอ่านข่าวว่ามีคนรองรับสุนัขที่กระโดดลงมาจากชั้นสองแล้วกระดูกหักแหลกละเอียดทั้งตัว สุนัขแค่กี่โลเอง เทียบกับนางได้ตั้งหลายตัว
แต่บุรุษเบื้องล่างจ้องมองนาง ท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับทำให้คนรู้สึกเชื่อใจได้อย่างประหลาด
“เชื่อข้า” เขาพูด
เกาเยว่กัดฟัน
ทำอย่างไรได้ ยามนี้เป็นปลาใต้มีด ข้าไร้หนทางต่อสู้
และยังเห็นงูยักษ์ในทะเลสาบหลายตัวโผล่หัวขึ้นมา สีหน้าร้อนรนอยากจะเข้ามา ‘ช่วย’ นางเต็มที ตกใจจนหัวใจสั่นระรัว
นางใจเด็ด หลับตาลง สองมือดึงชายกระโปรงไว้กันเปิด สองแขนแนบชิดลำตัว กระโดดดิ่งลงมาเหมือนลูกตอร์ปิโด
ช่างมันเถอะ ร่างอสูรนี่คงไม่เหมือนกันหรอกน่า!
เกาเยว่ผู้กระโดดลงมา ถูกโม่หยาอุ้มรับไว้เต็มอ้อมแขน ได้ยินเพียงเสียง ‘กร๊อบ’ ใสชัดดังขึ้น
เป็นเสียงกระดูกหัก
แต่ไม่ใช่แขนของโม่หยาที่หัก...
เป็นแขนของเกาเยว่... ที่ถูกเขาอุ้มรับแล้วหักน่ะสิ