กวนอี้โจวไม่พูดอะไร ดื่มเหล้าในแก้วจนหมด แล้วก็เซถลาไปทิ้งตัวลงในมุมลึกของโซฟา
สวี่อี้เฉิงหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง ก่อนลดเสียงลงบอกซ่งหวยอวี้ว่า “เขาเลิกกับฉือม่อแล้ว! แกว่าสิ สิบปีเชียวนะ จะเลิกก็เลิกกันจริง ๆ แบบนี้เลยเหรอวะ!”
ซ่งหวยอวี้ชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว ทั้งคู่ก็ยังไม่คืนดีกัน พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่ากวนอี้โจวไม่มีท่าทีจะโต้แย้งแม้แต่น้อย เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง มือคลายออก แก้วเปล่ากลิ้งตกลงไปบนพื้น...
ซ่งหวยอวี้เห็นดังนั้นจึงถามสวี่อี้เฉิงว่า “เลิกกันจริงเหรอ”
ยวนซืออวี่ยักไหล่ “ดูสภาพเขาสิ ยังจะไม่จริงอีกเหรอ” พูดจบก็เอื้อมมือไปเก็บแก้วเหล้าที่กวนอี้โจวทำตกไว้บนพื้น แล้วผลักเขาเบา ๆ “พอได้แล้วมั้ง ยังไงพวกนายก็แต่งงานกันไม่ได้อยู่แล้ว จะเลิกกันช้าหรือเร็วก็ค่าเท่ากัน”
สวี่อี้เฉิงจุดบุหรี่ ดึงมุมปากนิด ๆ แต่ไม่พูดอะไร
ที่จริง แม้เขากับยวนซืออวี่จะพูดกันแบบนั้น แต่ในใจก็อดเสียดายความสัมพันธ์ที่ยืดเยื้อมาถึงสิบปีนี้อยู่บ้างไม่ได้
ก็จริง ตอนแรกพวกเขาไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์นี้เลย แถมยังมั่นใจเต็มที่ว่าอีกไม่นาน ผู้หญิงที่ชื่อฉือม่อคนนี้ก็คงไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีก
กวนอี้โจวจะไปคบกับผู้หญิงที่มาจากอำเภอเล็ก ๆ ได้ยังไง เธอแค่คำพูดที่พวกเขาคุยกันยังฟังไม่รู้เรื่อง แล้วจะให้เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตหรูหราฟุ้งเฟ้อของเจียงโจวได้อย่างไร
แต่แล้ววันเวลาก็ผ่านไปวันแล้ววันเล่า จนวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ากวนอี้โจวดูเหมือนจะจริงจังขึ้นมาแล้ว บรรดาผู้หญิงที่ชอบเขาและเป็นคนที่เขาเองก็สนใจ ต่างค่อย ๆ ห่างหายไปจากชีวิตของเขา ห้าปีก่อน กวนอี้โจวถึงกับย้ายออกจากบ้านไปอยู่คนเดียว
พ่อแม่ของเขาคงเชื่อมั่นเหมือนกันว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปกันไม่รอด แทนที่จะขัดขวางจนลูกชายเกิดแรงต่อต้าน สู้ปล่อยมือแล้วรอดูไปก่อนดีกว่า แม้จะไม่คิดว่าจะต้องรอนานขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ได้รอจนถึงวันนี้ไม่ใช่หรือ
คราวนี้พ่อกับแม่ของกวนอี้โจวคงดีใจน่าดู สวี่อี้เฉิงส่ายหน้าแล้วบอกซ่งหวยอวี้ว่า “เขาน่ะ พรุ่งนี้ก็ต้องไปดูตัวแล้ว”
ยวนซืออวี่ยื่นแก้วให้ซ่งหวยอวี้ แล้วรินเหล้าใส่ให้ครึ่งแก้ว ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ ว่า “น้องสาวตระกูลหลินคนนั้น พ่อแม่เขาคงวางแผนกันที่บ้านมานานแล้ว...”
ซ่งหวยอวี้ได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองกวนอี้โจว
เขาไม่พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งพิงโซฟานิ่ง ๆ ไม่ขยับ ท่าทางแบบนั้นช่างเหมือนฉือม่อในคืนนั้นไม่มีผิด
แต่ฉือม่อดื่มเหล้าแล้วเมาหนักจริง ๆ
อืม แถมยังปากเสียด้วย
*
*
*
ไม่นานหลังจากการสังสรรค์เล็ก ๆ ครั้งนั้น ซ่งหวยอวี้ก็ได้พบฉือม่ออีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ
ครั้งแรกที่เขาเห็นเธอแต่งตัวฉูดฉาดขนาดนี้ คือที่หอศิลป์ เธอยืนอยู่ใต้ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง
ตอนนั้นซ่งหวยอวี้เองก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ถึงได้ก้าวตรงเข้าไปหาเธอ พอเขาหยุดยืนข้าง ๆ ฉือม่อก็เห็นเขาพอดี
ดูท่าเธอคงลืมเรื่องที่ตัวเองเมาคราวนั้นไปแล้ว เพราะทันทีที่ฉือม่อเห็นซ่งหวยอวี้ สีหน้าก็แข็งค้างไป หลายวินาทีต่อมาเธอก็หันหลังเดินหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับเพิ่งทำเรื่องผิดบาปมา
ซ่งหวยอวี้หันกลับไปมอง
กระโปรงยาวสีแดงกุหลาบ ผมยาวถูกตัดสั้นจนถึงติ่งหู ไม่รู้ว่าย้อมสีใหม่มาหรือเปล่า เมื่อแสงไฟจากเพดานหอศิลป์ส่องลงมา ก็ทำให้ทั้งตัวเธอดูขาวเปล่งประกาย
ไม่เลวนี่ ดูเหมือนการเลิกกับกวนอี้โจวจะไม่ได้ส่งผลอะไรกับเธอเลย
ซ่งหวยอวี้ยกคิ้วขึ้น ก่อนก้าวตามไป
“ฉือม่อ”
เขาเรียกเธอไว้
แผ่นหลังของฉือม่อแข็งเกร็ง เธอค่อย ๆ หยุดเดิน
ตอนหันกลับมา เธอเม้มปากอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “...มีอะไรเหรอ”
ซ่งหวยอวี้ยกยิ้มคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้ม แล้วชี้ไปยังร้านกาแฟด้านนอกหอศิลป์อย่างเอื่อยเฉื่อย “คุยกันหน่อยไหม”
ฉือม่อมองซ่งหวยอวี้อย่างระแวดระวัง น้ำเสียงเบาลงไม่น้อย “ไม่จำเป็นหรอกมั้ง”
“ทำไมล่ะ เราก็รู้จักกันมาหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ” ซ่งหวยอวี้เลิกคิ้ว น้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน “แค่ดื่มกาแฟด้วยกันสักแก้วไม่ได้หรือไง”
ฉือม่อไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมถึงได้มาเจอซ่งหวยอวี้ และยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงยอมเป็นฝ่ายเข้ามาคุยกับเธอก่อน
ถึงตอนที่เธอยังเป็นแฟนของกวนอี้โจว ทั้งคู่ก็แทบไม่เคยพูดกันสักกี่คำ
ผู้ชายอย่างซ่งหวยอวี้ ทำให้ฉือม่อรู้สึกหวาดกลัวตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเขา
โดยเฉพาะดวงตาดำสนิทคู่นั้น เวลาจ้องมองใครจะทำให้รู้สึกถึงแรงกดดันอย่างรุนแรง
ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของกวนอี้โจว คนที่ฉือม่อกลัวที่สุดก็คือซ่งหวยอวี้
*
คาเฟ่กลางแจ้ง
สีหน้าของฉือม่อแข็งทื่อ กระโปรงตัวใหม่ที่สวมอยู่จู่ ๆ ก็ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมา เธอขยำชายกระโปรงอย่างกระวนกระวาย ก่อนก้มหน้านั่งลงตรงข้ามซ่งหวยอวี้
“คุณ...คุณมีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ”
ซ่งหวยอวี้เห็นเธอไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขา จึงถามเสียงเนิบช้าว่า “ทำไม กลัวฉันมากหรือไง”
ฉือม่อขมวดคิ้ว เม้มปากอีกครั้ง พลางคิดว่าตัวเองเลิกกับกวนอี้โจวไปแล้ว ยังจะต้องกลัวเขาอีกทำไม
ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอจึงบังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสบตาซ่งหวยอวี้ ส่ายหน้า แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยหนักแน่นนักว่า “ทำไมฉันต้องกลัวคุณด้วย”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” ซ่งหวยอวี้เอ่ยเยาะ “หรือว่าเธอไปทำเรื่องผิดบาปอะไรมา”
“คุณ!” ฉือม่อกัดฟัน “ฉันจะไปทำเรื่องผิดบาปอะไร คุณ...อย่ามาพูดเหลวไหล”
“อ้อ ไม่ได้ทำเรื่องผิดบาปงั้นเหรอ” ซ่งหวยอวี้เหลือบมองเธอจากหางตา “งั้นคืนนี้ไปดื่มเหล้าด้วยกันไหม”
คราวนี้สีหน้าฉือม่อยิ่งดูแย่ลงไปอีก “ฉันจะไปดื่มเหล้ากับคุณทำไม”
“ถามได้ดี” ซ่งหวยอวี้ยกมุมปาก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแตะสองสามครั้ง จากนั้นก็พลิกหน้าจอให้เธอดู ภาพสีสันฉูดฉาดภาพหนึ่งปรากฏตรงหน้าฉือม่อ “ดูสิ นี่เธอก็ดื่มกับฉันมาแล้วไม่ใช่เหรอ”
ฉือม่อในภาพดูแปลกหน้าเสียจนฉือม่อในตอนนี้แทบรู้สึกเหมือนกำลังเห็นภาพหลอน...
นั่นเธอเหรอ
เธอ...เธอกำลังโอบคอซ่งหวยอวี้อยู่เหรอ! แล้วยังชูแก้วเหล้าหัวเราะเสียงดังอีก!
ไม่ ไม่...
ใบหน้าของฉือม่อซีดเผือดลงทันที
เธอรีบผลักโทรศัพท์ของซ่งหวยอวี้ออก แล้วหันหน้าหนีอย่างคนร้อนตัว “ฉันไม่รู้ว่าคุณเอารูปนี้มาจากไหน...ฉัน...ฉันจะบอกคุณอีกครั้ง ฉันเลิกกับกวนอี้โจวแล้ว เรา...ฉันกับคุณ...ก็ไม่ใช่เพื่อนอะไรกันด้วย!”
ซ่งหวยอวี้เชิดคางขึ้นเล็กน้อย แล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างสง่างาม
“อ้อ?” เขาหรี่ตาลง “ในเมื่อเลิกกันแล้ว ทำไมถึงพูดชื่อเขาไม่หยุดเลยล่ะ”
ฉือม่อไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผ่านมาตั้งสิบปีแล้ว เธอยังต้องมานั่งอยู่ตรงนี้เพื่อให้เพื่อนของกวนอี้โจวดูถูกอีก วินาทีต่อมาเธอจึงลุกพรวดขึ้น “ซ่งหวยอวี้! อย่าให้มันมากเกินไปนะ! ก็แค่คิดว่าฉันไม่คู่ควรกับเขาไม่ใช่หรือไง ได้! ตอนนี้พวกคุณคงพอใจกันแล้วสินะ!? ฉันถอยเอง ฉันยกที่ให้! ฉันไม่เล่นบ้า ๆ นี่แล้ว!”
