“ช่างโอหังองอาจนัก!”
ดวงตางามทั้งคู่ของจื่อยุ้นจับจ้องหลินเฟิงไม่วางตา ราวกับจะกลืนกินเขาทั้งตัว
ตรงกันข้าม เหลยโพจวิน หวังเฮ่า และเหล่าศิษย์ที่สนิทสนมกับหวังหลงต่างมีสีหน้าไม่น่าดู แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ผู้อาวุโสกู้ ข้าคงเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มแล้วกระมัง?”
หลินเฟิงสะบัดฝุ่นผงบนอาภรณ์ ก่อนมองผู้อาวุโสกู้อย่างสงบนิ่ง
“หลินเฟิง เป็นฝ่ายชนะ!”
กู้เนี่ยนทงประกาศผลด้วยน้ำเสียงเย็นชา
บนเวทีประลองหมายเลขหนึ่ง
เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ หวังหลงก็หรี่ตาลง ใจหงุดหงิดถึงขีดสุด
เขามองคู่ต่อสู้ที่อยู่ห่างออกไปร้อยจั้ง แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้ายังไม่ยอมแพ้ ผลที่ตามมาก็รับเอาเอง!”
ศิษย์ฝ่ายตรงข้ามมีสีหน้าแปรเปลี่ยนอยู่หลายครั้ง ก่อนกัดฟันกล่าวว่า “ศิษย์พี่หวัง ข้ารู้ดีว่ามิใช่คู่มือของท่าน แต่ก็ไม่อยากหนีไปโดยไม่สู้ ข้า...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ พลันมีปราณอันบ้าคลั่งไร้เทียมทานระเบิดออกจากร่างหวังหลง พุ่งกดทับศิษย์ผู้นั้นราวกับทำลายล้างทุกสิ่ง
ขาทั้งสองข้างของศิษย์ผู้นั้นสั่นระริก ถึงกับเกิดแรงกระตุ้นให้อยากคุกเข่ากราบลงกับพื้น
“เจ้านับเป็นตัวอะไร ถึงกล้ามาประมือกับหวังหลงอย่างข้า?”
แววตาหวังหลงคมกริบราวสายฟ้า เขาก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
ทุกย่างก้าวที่ลงไป พลานุภาพบนร่างเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอีกส่วน กดดันจนศิษย์ผู้นั้นแทบหายใจไม่ออก
ยังไม่ทันครบสามลมหายใจ คนผู้นั้นก็ร้องโหยหวนขึ้นมาทันที “ข้ายอมแพ้!”
“ไร้ประโยชน์!”
หวังหลงเก็บพลานุภาพบนร่างกลับไปอย่างฉับพลัน แล้วเดินลงจากเวทีประลองโดยไม่หันกลับมา
“ศิษย์พี่หวังช่างองอาจยิ่งนัก!”
