เสิ่นอี้เดินไปยังขอบหน้าผา ทอดสายตามองเบื้องหน้า ชายเสื้อสะบัดพึ่บพั่บตามแรงลมทะเล เส้นผมยาวปลิวไสว
ณ ปลายขอบฟ้า แถบสีขาวซีดพาดคั่นระหว่างผืนทะเลกับท้องนภา
เหนือแถบสีขาวนั้น เมฆสีเทาทับซ้อนกันเป็นชั้น หนาทึบและอึมครึม กดต่ำลงมาแทบจะแตะยอดคลื่น
เบื้องหลัง เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามา
ตรงชายป่าทึบ เงาร่างคนพร่าเลือนเริ่มปรากฏขึ้น
สิ่งแรกที่เข้าตาคือแสงวูบวาบซึ่งสะท้อนจากคมดาบ
เป็นแสงเย็นเยียบ ไร้ซึ่งไออุ่นใด ๆ ท่ามกลางแสงสนธยายิ่งดูบาดตา ชวนให้ใจหนาวเหน็บ
หนึ่งสาย สองสาย สามสาย... แสงคมดาบยิ่งทวีจำนวนและวูบวาบอยู่ในป่า ราวกับวิญญาณอาฆาตที่มาทวงชีวิต
พวกโจรทะเลทยอยเดินออกมาจากเงาไม้ ล้อมกรูเข้ามาทีละคน
แต่ละคนแสยะยิ้ม สายตาบ้างเยาะเย้ย บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างเย็นชา จับจ้องเสิ่นอี้!
ท่ามกลางสายตาเหล่านั้น ยังมีความหวาดเกรงซ่อนอยู่หลายส่วน!
ไม่นาน เงาร่างของพระทะเลก็ปรากฏขึ้น
แผลเป็นรูปตะขาบบนใบหน้าของเขายิ่งดูเหี้ยมเกรียมภายใต้แสงสลัว
ยามนี้มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มเจือความหยอกเย้า
“หนีสิ” พระทะเลเอ่ย น้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่าทะลุผ่านเสียงลมและเสียงคลื่น เข้าถึงหูเสิ่นอี้อย่างชัดเจน “เหตุใดไม่หนีต่อแล้วเล่า?”
“เจ้าหนุ่มนี่ไม่เลวเลย สังหารพี่น้องข้าไปตั้งเจ็ดคน”
เขาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องเสิ่นอี้ดุจคมมีด “ข้า พระทะเล ล่องลอยอยู่ในทะเลมานานกว่ายี่สิบปี ยังไม่เคยพบชาวประมงเช่นเจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
