“ความหมายของนางเถาคือ ข้าจงใจใส่ร้ายนางเฟิงหรือ?”
“นางเถาเข้าใจผิดเรื่องกำลังทรัพย์ของข้าหรือไม่?”
“พูดโดยไม่ถ่อมตนสักหน่อย นางเฟิงมีฐานะเช่นไร ถึงคู่ควรให้ข้าจงใจใส่ร้าย”
“ชิ สายตาคับแคบของคนบ้านเล็กเรือนน้อย...”
กู้หรงกะพริบตาปริบ ๆ เอ่ยอย่างน่าสงสารว่า “ท่านพ่อ นางเถาลบหลู่ดูหมิ่นบุตรสาวซึ่งมีฐานะสูงกว่านาง”
“ท่านลองฟังดูเถิด คำพูดของนางเถาฟังเข้าท่าตรงไหนกัน?”
ก็ข้าใส่ร้ายนางเฟิงจริง แล้วจะทำไม!
ท่านหรูหยางโป๋ขมวดคิ้วอย่างรำคาญและหมดความอดทน เขานวดหว่างคิ้วแรง ๆ ก่อนตวาดเสียงเข้มว่า “ทุกคนหุบปาก!”
“นางเถา ควรจัดการนางเฟิงอย่างไร?”
นางเถาก้มหน้า “แล้วแต่ท่านหญิงใหญ่เถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าฟังนางเถาก็แล้วกัน” กู้หรงยกมุมปากยิ้มบาง ๆ
นางเฟิงเป็นสุนัขบ้าที่นางเถาเลี้ยงไว้กัดคน นางเป็นคนรู้จักกาลเทศะ ย่อมไม่ทำเกินหน้าที่ไปจัดการแทนเจ้าของ
นางเถากัดฟัน “ขายออกไปเสียเถิด”
กู้หรงเอ่ยประชดประชัน “นางเถาช่างมีเมตตาเสียจริง”
จากนั้นนางหันไปทางท่านหรูหยางโป๋ เอ่ยด้วยถ้อยคำจริงใจว่า “ท่านพ่อ หนทางปกครองจวนอยู่ที่การให้รางวัลแก่คนดี ลงโทษคนชั่ว ใช้ทั้งพระคุณและอาญาสิทธิ์ ผ่อนปรนและเข้มงวดอย่างพอเหมาะ จึงจะทำให้ครอบครัวปรองดอง ทุกสิ่งราบรื่น”
“นางเถามีจิตใจเมตตา นับเป็นวาสนาของตระกูล ทว่าบารมียังไม่เพียงพอ เกรงว่าจะข่มขวัญคนชั้นต่ำที่คิดก่อเรื่องไม่ได้”
“ใจคนไม่มีวันอิ่มดั่งงูกลืนช้าง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป บ่าวไพร่ในจวนย่อมเกิดความเกียจคร้าน กระทั่งอาจก่อภัยขึ้นมาได้”
“แต่ลองคิดอีกมุม นางเถาอาจทุ่มเทกำลังทั้งหมดแล้วก็เป็นได้ การอยู่ในตำแหน่งใดก็ทำหน้าที่นั้น ช่างไม่ง่ายเลย”
