เบ้าตาลึกโบ๋ แก้มตอบซูบผอม ยิ่งขับให้ดวงตาคู่นั้นดูกลมโตเป็นพิเศษ
กู้หรงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางหยิ่งทะนงไม่ยอมใคร “เป็นไปได้อย่างไร!”
“ท่านแม่บอกว่า ข้าคือเด็กหญิงที่เก่งกาจและงดงามที่สุดในใต้หล้า”
กู้จือเอ่ยเสริมเสียงเบา “และจะมีอายุยืนถึงร้อยปีด้วย”
พี่สาวของเขาย่อมเป็นหญิงสาวที่สุภาพและงดงามที่สุดในใต้หล้า
“ที่พี่สาวมอบรางวัลให้บ่าวไพร่ทั้งจวน ก็เพราะท่านแม่มาเข้าฝันแล้วพี่สาวมีความสุขหรือขอรับ”
กู้หรงอึกอัก “จะว่าอย่างนั้นก็ได้”
“พี่สาวมีความสุขก็ดีแล้ว” กู้จือมองออกว่ากู้หรงไม่อยากพูดมาก จึงไม่คิดซักไซ้เอาความ
อย่างไรเสีย พี่สาวก็ไม่มีทางทำร้ายเขา
เขากับพี่สาวจะอยู่ฝ่ายเดียวกันตลอดไป
กู้หรงยื่นมือไปแตะปลายจมูกของกู้จือ “ทำอย่างกับผู้ใหญ่ตัวน้อย”
เด็กหนุ่มวัยเก้าขวบ มองอย่างไรก็มีอายุเพียงหกหรือเจ็ดขวบเท่านั้น ทว่าด้วยความที่สูญเสียมารดาตั้งแต่ยังเล็ก บิดาก็ไร้เมตตา ร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยอยู่เนือง ๆ จึงทำให้มีความคิดอ่านเกินวัย
“กินมื้อเย็นแล้วหรือยัง”
กู้หรงเปลี่ยนเรื่อง
นับตั้งแต่กู้จือเป็นลมล้มลงถึงสองครั้งติดกันระหว่างรับประทานอาหารในห้องโถงเรือนชุนเซวียน ท่านหรูหยางโป๋ก็รู้สึกว่าเป็นลางไม่ดี ทั้งยังขัดอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง จึงสั่งให้กู้จือรับประทานอาหารทั้งสามมื้อที่ศาลาจูเวย
ขนตายาวของกู้จือสั่นไหว เขาหลุบตาลง พยักหน้าอย่างกระดากใจ
ปู้เหยียนซึ่งเฝ้าอยู่ตรงประตูเชิดหน้าอก กล่าวเสียงหนักแน่น “คุณหนูใหญ่ คุณชายน้อยรับประทานโจ๊กไปเพียงสามช้อนขอรับ”
กู้จือมองนางอย่างน้อยใจ “จำเป็นต้องนับละเอียดถึงขั้นช้อนเลยหรือ”
“ทำได้ดี!” กู้หรงมองกู้จือที่มีท่าทางสมกับเป็นเด็ก ความกังวลในใจก็คลายลงเล็กน้อย
โดยไม่ทันรู้ตัว มือซ้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อมาตลอดก็เผยออกมา
“พี่สาว มือของท่าน...” กู้จือเอ่ยอย่างร้อนรน
กู้หรงไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงยิ้มกล่าวว่า “กินอะไรอีกสักหน่อย แล้วพี่สาวจะเล่าให้เสี่ยวจือฟัง”
