“ไม่ต้องหรอก ฉันมีขาเอง” เฉียวเจาลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งสมรภูมิเบื้องหลังไว้ให้ชายสองคน
“พี่สาว” เด็กชายวิ่งตามมา เงยหน้ามองเธอด้วยสีหน้าไร้เดียงสาแต่ดื้อดึง “พี่ยังไม่ได้ตอบเลยว่าชอบผมหรือเปล่า”
เฉียวเจาก้มมองเขาแวบหนึ่ง แววตาสงบนิ่ง “เด็กน้อย แค่พ่อแม่ชอบก็พอแล้ว ความชอบของคนอื่นมันไร้สาระ”
“What?” เด็กชายทำหน้างุนงง
“ซาวเซา!” เสิ่นมั่วเหยียนสีหน้าไม่สู้ดี “พูดจาหยาบคายแบบนี้ได้ยังไง”
จากนั้นหันไปยิ้มให้ถานเจิง “ขอโทษนะครับคุณถาน ภรรยาผมแค่พูดเล่น”
“คุณเฉียวเป็นคนตรงไปตรงมาดีนะ” ถานเจิงเหลือบมองเฉียวเจาด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วเอื้อมมือไปหิ้วคอเสื้อด้านหลังของเด็กชาย หมุนตัวเดินจากไป
เฉียวเจาไม่มองเสิ่นมั่วเหยียนอีก แล้วก้าวเดินออกไปเช่นกัน
ทั้งสามคนเดินออกจากร้านอาหารไล่เลี่ยกัน คนหนึ่งเดินตรงไป อีกคนเลี้ยวซ้าย ส่วนอีกคนเลี้ยวขวา ต่างคนต่างแยกย้าย
.
ในรถ
เด็กชายเอียงคอมองถานเจิงที่มีสีหน้าเย็นชา “คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า”
ถานเจิงใช้มือดันหัวเด็กชายออกเบา ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำ “โตขึ้นอย่าได้เป็นพวกรักคนบ้าเด็ดขาด”
ดวงตากลมดำของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความสับสน “But Grandma says that being lovesick is a man’s best dowry.” (“แต่คุณย่าบอกว่าการเป็นพวกรักคนบ้าคือสินสอดที่ดีที่สุดของผู้ชาย”)
ถานเจิงขมวดคิ้ว “ไม่ใช่สิ เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“Dad.” เด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน “เมื่อกี้ในห้องน้ำ ไอ้หัวล้านนั่นเห็นผมอยู่คนเดียวก็หัวเราะเยาะ เรียกผมว่าเด็กไม่มีพ่อ ผมเลยเรียกคุณว่าพ่อเพื่อข่มมัน คุณก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”
ถานเจิงขมวดคิ้ว “อยู่ในหัวเมืองจีนก็พูดภาษาจีน”
