สัมภาระของซูหลานมีเพียงเสื้อผ้าที่สวมอยู่กับเอกสารปลอมไม่กี่แผ่น แต่เธอไม่อยากโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน จึงเบียดตามผู้หญิงคนอื่น ๆ เข้าไปในห้องน้ำ
ไม่มีเครื่องสำอางก็ต้องทำตามขั้นตอน ซูหลานรวบผมใหม่อีกครั้ง
ผู้หญิงที่ชื่อเซียวฉิงฉิง ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยครู มองลอดออกไปด้านนอกอย่างระแวดระวัง ก่อนลดเสียงพูดว่า “ท่าทีของพวกเขาทำให้ฉันอึดอัดมาก”
เพื่อนที่มาด้วยกันพูดเสียงอ่อยว่า “ฉันก็คิดเหมือนกัน เหมือนเข้ามาในที่อะไรสักอย่าง...”
ซูหลานตบไหล่เซียวฉิงฉิงเบา ๆ “เพื่อนสาว ขอยืมลิปสติกหน่อยได้ไหม?”
เซียวฉิงฉิงถลึงตามองเธอ “ฉันสนิทกับเธอหรือไง?”
จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำอีก หมุนเปิดลิปสติกแล้วค่อย ๆ ทาลงบนริมฝีปากหน้ากระจกอย่างตั้งใจ
ซูหลานยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ แม้พวกเธอจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งแรกที่ทำกลับเป็นการมองคนข้างกายเป็นคู่แข่ง
เมื่อเสบียงสำหรับประทังชีวิตเริ่มขาดแคลน ทุกคนต่างแย่งชิงความหวังที่จะมีชีวิตรอด ต่อให้คาดเดาได้ว่าต้องยอมทิ้งหลักการของตัวเองเพื่อแลกกับความหวังนั้นก็ตาม
ซูหลานเองก็ไม่รังเกียจที่จะอยู่ดูว่าฐานที่มั่นแห่งนี้คิดทำอะไรกันแน่ ถ้าต้องขายร่างกายเพื่อแลกกับทางรอดจริง ๆ เธอคงต้องหาทางหนีออกไปอย่างลับ ๆ
ได้ยินมาว่าคนในฐานที่มั่นแห่งนี้สูญเสียกำลังไปครึ่งหนึ่งระหว่างหลบหนี แต่ในอาคารที่ตั้งห้องทดลองยังมีคนสวมเสื้อกาวน์เดินเข้าออกขวักไขว่
ทุกคนดูยุ่งกันไปหมด บ้างก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปพลางก้มหน้าอ่านเอกสารในมือไปพลาง ท่าทางทุ่มเทแข่งกับเวลาเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ
ผู้หญิงทั้งห้าคนเดินตามหลังหญิงวัยกลางคนอย่างเงียบเชียบ ก่อนเข้าไปในลิฟต์ด้วยท่าทีเกร็ง ๆ
หญิงคนนั้นกดลิฟต์ไปชั้นสี่
ซูหลานเอ่ยถามอย่างสุภาพ “อาจารย์คะ คุณยังไม่ได้บอกพวกเราเลยว่าจะให้เรียกคุณว่าอะไร”
เสียงของเธอค่อนข้างนุ่ม เวลาพูดก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อย วางตัวต่ำ ไม่ว่าใครก็ยากจะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับเธอ เว้นแต่จะเป็นคนที่สุดโต่งจริง ๆ
หญิงวัยกลางคนเหลือบมองเธอ “ฉันแซ่เจิ้ง”
“ค่ะ อาจารย์เจิ้ง”
หลังซูหลานถามชื่อเรียก ผู้หญิงคนอื่น ๆ คิดว่าเธอจะถามเรื่องงานต่อ หรือชวนคุยอะไรเพื่อสนิทสนมกับอาจารย์เจิ้ง พวกเธอจึงแอบคาดหวังอยู่ลึก ๆ
ใครจะคิดว่าซูหลานถามเสร็จก็ปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรอีก บรรยากาศจึงกลับมาตึงเครียดเหมือนเดิม
เจ้าหน้าที่บนชั้นสี่มีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเธอหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่หนักอึ้ง ราวกับประตูห้องเย็น อาจารย์เจิ้งหันกลับมาพูดว่า “ข้างในมีด็อกเตอร์จ้าวกับตัวทดลองหลักของฐานทดลองเรา พอเข้าไปแล้ว ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตจากด็อกเตอร์ ห้ามพูดหรือทำอะไรเกินจำเป็น เข้าใจไหม?”
ผู้หญิงทั้งห้าสบตากัน ก่อนพยักหน้าอย่างลังเล
อาจารย์เจิ้งหันไปกดรหัสบนประตู บานประตูค่อย ๆ เปิดออก ห้องทดลองกว้างโล่ง สิ่งแรกที่ทุกคนเห็นคือถังแก้วทรงกระบอกสูงราวห้าเมตรจรดเพดาน ภายในบรรจุของเหลวสีเขียวคล้ำ เปลือกถังเชื่อมต่อกับสายเคเบิลจำนวนมาก ทั้งซับซ้อนและมีความหนาต่างกัน ปลายอีกด้านต่อเข้ากับเครื่องมือต่าง ๆ ด้านหลังเครื่องมือมีนักวิจัยนั่งอยู่
ตอนเข้าประตู ซูหลานแอบเหลือบมองจอแสดงผลที่อยู่ใกล้ที่สุด บนจอมีข้อมูลที่เธออ่านไม่เข้าใจวิ่งเปลี่ยนไปมา
เมื่อเดินเข้าไป เธอถึงเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งลอยอยู่ในถัง
ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า สวมเพียงกางเกงขาสั้นสีดำตัวเดียว สัดส่วนสมบูรณ์แบบ แขนขายาว ไหล่กว้างเอวคอด กล้ามท้องเรียงเป็นลอนชัดเจนบนหน้าท้องเพรียวแข็งแรง ทว่าเขาก้มหน้า ผมดำยาวเล็กน้อยบดบังใบหน้า จมูกกับปากจมอยู่ใต้น้ำ มองไม่ออกว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ซูหลานคิดในใจ: นี่คือผู้มีพลังพิเศษที่พวกเขาพูดถึงหรือเปล่า?
คงตายแล้วมั้ง ถึงได้แช่เขาไว้แบบโสมอย่างนี้
ข้างถังมีชายคนหนึ่งสวมเครื่องแบบแบบเดียวกับอาจารย์เจิ้ง เขาดูมีอายุ ผมหงอกสลับขาว สวมแว่น ตัวเตี้ยผอม โหนกแก้มสูง คางหดรั้ง ดูคล้ายลิงหัวขาวบางชนิดที่ซูหลานเคยเห็นในสวนสัตว์
ซูหลานเหลือบมองชายชราเพียงแวบเดียว ก่อนหันกลับไปมองผู้ชายในถัง ไม่ใช่เพราะอะไรเป็นพิเศษ แค่อยากชื่นชมสิ่งที่งดงามกว่าเท่านั้น
อาจารย์เจิ้งเดินไปหาชายชรา “ด็อกเตอร์จ้าวคะ นี่คือนักวิจัยใหม่ที่ผ่านการสัมภาษณ์เมื่อบ่ายค่ะ”
ด็อกเตอร์จ้าว ผู้ประกาศว่าจะมอบความหวังให้มนุษยชาติทั้งมวล กวาดตามองหญิงสาวทั้งห้าที่กำลังตื่นกลัว จากนั้นหยิบแท็บเล็ตจอแอลซีดีออกมาจากด้านหลังแล้วแตะหน้าจออยู่สองสามครั้ง
ดูเหมือนมีกระแสไฟฟ้าถูกส่งเข้าไปในถังแก้ว ร่างชายที่ลอยคออยู่ข้างในกระตุกแขนขาอย่างแรงราวกับถูกไฟช็อต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้พวกผู้หญิงตกใจ
ซูหลานก็สะดุ้งเหมือนกัน เธอทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ
ยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ด้วย! แช่อยู่แบบนี้ยังรอดได้อีก!
หน้าอกของชายในถังขยับขึ้นลงแผ่วเบา เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยใบหน้าหล่อเหลาวัยเยาว์
เสียงค่อนข้างแหบของด็อกเตอร์จ้าวดังขึ้น เขาพูดกับคนในถังว่า “เราเคารพความต้องการของคุณ คุณเลือกคนที่ถูกใจจากพวกเธอสักคน ให้กำเนิดลูกแก่คุณ เพื่อสืบทอดยีนพลังพิเศษของคุณ”
ซูหลานเป็นคนแรกที่ได้สติ แต่คำพูดที่ได้ยินเหลวไหลเกินไปจนเธอพูดไม่ออก
เดาถูกจริง ๆ ด้วย นักวิจัยอะไรกัน เรียกพวกเธอมาให้เลือกเป็นสนมของ “จักรพรรดิ” ในถังเพื่อมีลูกชัด ๆ
แม้จะรู้ว่าไม่มีของฟรีในโลก แต่ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้กินมื้อนี้ก็แพงเกินไปแล้ว!
เอาคนเป็น ๆ มาทดลองยังไม่พอ ยังจะให้คลอดเด็กออกมาแล้วเอาไปแช่เหล้าทดลองต่ออีก ลิงแก่ตัวนี้ช่างไร้ศีลธรรมสิ้นดี
เซียวฉิงฉิงหน้าซีดเผือด “ตอนแรกพวกคุณไม่ได้บอกว่าต้องทำเรื่องแบบนี้!”
ด็อกเตอร์จ้าวกล่าวว่า “ขั้นตอนสำคัญแน่นอนว่าเปิดเผยต่อคนนอกไม่ได้ ยีนของผู้มีพลังพิเศษคนนี้ซับซ้อนที่สุดในบรรดาทุกคน อีกทั้งเจ้าตัวไม่ให้ความร่วมมืออย่างยิ่ง ทำให้งานวิจัยไม่คืบหน้า หากมีเด็กแรกเกิดที่ถ่ายทอดพลังพิเศษของเขาได้และเชื่อฟังให้ความร่วมมือ ผมก็จะพัฒนายาที่กระตุ้นการกลายพันธุ์ของยีนและปลุกพลังพิเศษได้ในไม่ช้า”
ด็อกเตอร์จ้าวถอนหายใจยาว “ถ้าผู้รอดชีวิตทุกคนปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้ วันที่ซอมบี้สูญสิ้นไปจากโลกก็อยู่ไม่ไกลแล้ว”
ซูหลานไม่ได้หลงเชื่อคำสัญญาสวยหรูของเขา กลับหัวเราะเยาะในใจ
ตาเฒ่าจอมหลอกลวง หลอกต่อไปสิ เชื้อไวรัสยังวิจัยไม่เข้าใจเลยสักนิด ยังกล้าคุยโวว่าตัวเองจะปลุกพลังพิเศษให้มนุษยชาติทั้งมวลได้
เธอยังเด็กเกินไป จึงอดพึมพำประชดออกมาไม่ได้ว่า “พูดซะสวยหรู ที่แท้ก็เอาคนเป็น ๆ มาเลี้ยงไว้สืบพันธุ์เหมือนวัวควาย...”
คนในถังขยับ เหมือนจะเหลือบมองมาทางเธอแวบหนึ่ง
นักวิจัยที่นั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์พลันร้องเสียงดัง “ด็อกเตอร์! คอร์ติซอล ฟีนิลเอทิลามีน นอร์อะดรีนาลีน และข้อมูลอื่น ๆ ของหมายเลขหนึ่งผันผวนขึ้นมาทั้งหมดในชั่วขณะเมื่อครู่นี้ครับ”
ด็อกเตอร์จ้าวดันแว่น ดวงตาเล็ก ๆ ฉายประกายคมกริบ ก่อนระบุเป้าหมายไปที่ซูหลานได้อย่างแม่นยำ “เมื่อกี้คุณเป็นคนพูดใช่ไหม ยินดีด้วย เขาเลือกคุณแล้ว”
ซูหลานเบิกตากว้าง “ตัดสินกันง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ?! เดี๋ยวนะ! ใครเลือกฉันกัน?!”
ซูหลานยังไม่ทันได้หนี นักวิจัยในเสื้อกาวน์ก็ลุกขึ้นมาก้าวเข้ามาคว้าแขนเธอ อาจารย์เจิ้งหันหลังทันทีโดยไม่ลังเล เรียกผู้หญิงอีกสี่คนที่ยังงุนงงไม่รู้เรื่องให้ออกไป
ด็อกเตอร์จ้าวพูดกับชายในถัง “เห็นไหม คุณรู้สึกอะไรกับเธอ เราก็จะเคารพความต้องการของคุณ”
ซูหลานเริ่มทนไม่ไหว ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง เธอหัวเราะด้วยความโมโห “เอ๊ะ? แล้วนี่เรียกว่าเคารพแล้วเหรอ? ขอถามหน่อย เขาพูดหรือยัง? ฉันพูดหรือยัง? จะไม่เคารพความต้องการของฉันบ้างหรือไง?”
ลิงแก่ไม่สนใจเสียงคัดค้านของเธอแม้แต่น้อย ปล่อยให้คนสวมเสื้อกาวน์หิ้วปีกพาเธอไปยังห้องที่ดูคล้ายห้องผ่าตัด
พวกเขากดเธอลงบนเตียง พอมีเสียง “ติ๊ด” ดังขึ้น แสงสีขาวจ้าก็สว่างวาบเหนือเตียง
