เธอฉวยโอกาสซักถามข่าวอย่างแนบเนียน “เล่าเรื่องหลี่เยี่ยนหลีให้ฉันฟังหน่อยสิ”
ฝนตกหนักมาก ตอนสือเจิ้นปังพูด น้ำฝนก็ไหลเข้าปาก มือเท้าของเขาถูกเถาวัลย์มัดไว้ ดิ้นอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นมาในท่าคุกเข่าได้ เขาก้มหน้าพูดว่า “ตอนทำงานอยู่มณฑลตงหู ผมไม่เคยได้ยินจริง ๆ ว่าหลี่เยี่ยนหลีมีคู่ครองหรือลูก เขาแข็งแกร่งมาก พลังพิเศษทุกชนิดพออยู่ในมือเขาก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า คนเดียวก็เทียบได้กับกองทัพ ช่วยคนไว้มากมาย ตอนนั้นชื่อเสียงโด่งดัง ทุกคนยกให้เขาเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้โลก”
ซูหลานก้าวไปข้างหน้า ร่มในมือยื่นมาบังศีรษะสือเจิ้นปังพอดี
“แล้วทำไมถึงไม่ปล่อยให้เขาเป็นผู้กอบกู้โลกต่อไปล่ะ?”
“ตอนมีซอมบี้ เขาก็คือวีรบุรุษ แต่พอไม่มีซอมบี้ เขากลับเป็นทั้งภัยคุกคามอันแข็งแกร่งและคนที่ใคร ๆ ก็อิจฉา ผู้ทรงอิทธิพลในวงการแพทย์คนหนึ่งอ้างว่าตัวเองคิดค้นยากระตุ้นการตื่นพลังพิเศษได้ แล้วร่วมมือกับรัฐบาลเรียกเขาไปให้ความร่วมมือ แต่เขาไม่ยอม แถมยังคิดจะออกจากมณฑลตงหู พวกนั้นเลยติดสินบนคนใกล้ตัวหลี่เยี่ยนหลี ถึงจับตัวเขาได้”
ซูหลานกล่าวว่า “งั้นคุณก็น่าจะเข้าใจ ว่าฉันไม่มีทางปล่อยให้พวกคุณมีชีวิตอยู่พร้อมกับพลังพิเศษไปด้วยได้”
สือเจิ้นปังเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ใช่ คุณมองการณ์ไกล หากพวกเรารู้ว่าลูกชายคุณเป็นผู้ช่วงชิง ก็คงไม่ลังเลที่จะกำจัดเขาให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
ผู้ช่วงชิงก็เหมือนเศรษฐีที่โผล่มาในสลัม ไม่เพียงมีเงินทองมหาศาล ยังคิดจะแย่งเหรียญเพียงเหรียญเดียวที่คนจนมีไปอีกด้วย คนจนจึงร่วมมือกันโค่นเศรษฐีลง
แต่ตอนนี้ทุนรอนอันน้อยนิดที่พวกเขามีก็ถูกเธอแย่งไปหมดแล้ว หากไม่อ้อนวอนขอความคุ้มครองจากเศรษฐี พวกเขาก็คงต้องตายอย่างน่าอนาถกลางแจ้งไร้ที่กำบัง
