“ใช้…ไป๋ซือโม่เป็นตัวประกันงั้นเหรอ?”
ฉูหยวนออกแรงโดยไม่รู้ตัว พยายามดิ้นให้หลุดจากมือของซีนอร์ที่หนีบแน่นราวกับคีมเหล็ก
ข้อมือของเธอถูกบีบจนแดงก่ำ ร่างเอนถอยหลังเล็กน้อย พลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาระแวดระวัง
บนใบหน้าของซีนอร์ยังคงมีรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาประดับอยู่ นิ้วมือที่ถือแก้วเปล่าขยับหมุนก้านแก้วเบา ๆ ดูสบายใจราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุม
แต่ฉูหยวนมองออกตั้งแต่แรกเห็นว่า—เรื่องจับตัวไป๋ซือโม่นั้น เธอเอาจริง
ในเวลานี้ หญิงชุดดำอีกสองคนที่นั่งเงียบอยู่คนละฝั่งของโซฟายาว ต่างก็จ้องมองเธอ ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นคล้องรัดเธอไว้โดยไร้เสียง
ภายใต้แสงสลัว ดวงตาของพวกเธอมีแสงสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่ามนุษย์หมาป่าวูบไหวอยู่ลึก ๆ—นั่นคือแววระแวดระวัง
“...ฉัน...”
เธอถอนหายใจเบา ๆ วางมือข้างหนึ่งลงบนเบาะเย็นเฉียบ แล้วลุกขึ้นยืนตามจังหวะนั้น เพื่อเว้นระยะห่างจากซีนอร์เล็กน้อย
“ฉันจะไม่เข้าร่วมแผนของพวกคุณ”
“โอ้? ทำไมล่ะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซีนอร์จางลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้หายไป เพียงแต่สายตาเย็นชาลงกว่าเดิม
“เพราะพวกคุณไม่มีทางทำสำเร็จ”
ฉูหยวนบังคับตัวเองให้สบตาอีกฝ่าย แม้หัวใจจะเต้นกระหน่ำอยู่ในอกจนกระแทกซี่โครงเจ็บไปหมด
เธอยังจำได้ว่าเมื่อก่อนพี่เกอเลี่ยหยาเคยส่งจดหมายลับมาให้ หากทั้งหมดนี้เป็นแผนของพี่เกอเลี่ยหยา เธอจะปล่อยให้ซีนอร์ตรงหน้ามาทำลายทุกอย่างไม่ได้เด็ดขาด
“ไป๋ซือโม่คนเดียวมีน้ำหนักไม่มากพอที่จะทำให้สำนักความมั่นคงยอมส่งตัวพี่เกอเลี่ยหยาให้แต่โดยดีหรอกค่ะ
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเผ่ามารเลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว การทำแบบนี้ของพวกคุณ นอกจากจะทำให้ฝ่ายมนุษย์ระแวดระวังพวกเรามากขึ้น และทำให้โอกาสเจรจาสันติภาพมลายหายไป ก็ไม่มีความหมายอย่างอื่นอีก”
“แล้วมันยังไง?” น้ำเสียงของซีนอร์เย็นลง เธอวางแก้วเหล้าลงเบา ๆ แล้วโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “ฉันจะระบายความแค้นนี้ให้ได้!”
“ถ้าอย่างนั้น…เธอตั้งใจจะปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบทำทุกอย่างพังลงงั้นเหรอ?”
