“ใต้เท้า ฉินหมิงยังมีชีวิตอยู่ เขาเสี่ยงชีวิตออกจากเมืองไปสืบข่าว พวกเราจะเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วยได้อย่างไร!”
ฉงซานข่มกลั้นโทสะ เอ่ยเสียงทุ้มหนัก
“เห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วยหรือ?”
อวี้ชิ่งหัวเราะ
“ฉงซาน เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือฉินหมิง? บางทีอาจเป็นภูตผีแปลงกายมาก็ได้ หรือไม่ก็ถูกภูตผีสิงไปแล้ว?”
ฉงซานชะงักคำพูด
วิญญาณร้ายในหมอกผีสามารถเข้าสิงคนได้จริง เขาเองก็รับประกันไม่ได้ว่าคนที่อยู่ข้างนอกเป็นฉินหมิงตัวจริง
“หัวหน้ามือปราบฉง ท่านคงไม่คิดเอาชีวิตชาวเมืองทั้งเมืองมาเดิมพันว่าฉินหมิงเป็นตัวจริงหรอกกระมัง?”
อวี้ชิ่งหัวเราะหึ ๆ มุมปากเผยรอยเยาะเย้ย
คิดจะสู้กับข้าหรือ? ไม่ว่าฉินหมิงจะเป็นตัวจริงหรือไม่ วันนี้มันก็ต้องตาย!
“ใช่แล้ว หัวหน้ามือปราบฉง ข้าว่าเราควรรอดูสถานการณ์ไปก่อน”
“พูดถูกแล้ว ตอนนี้อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามจะดีที่สุด”
“หัวหน้ามือปราบฉง ครอบครัวข้าอยู่ในเมืองกันหมด หากท่านยังยืนกรานจะเปิดประตู ก็อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่ไมตรีเก่า!”
“วันนี้ห้ามใครเปิดประตูทั้งนั้น อย่างไรเสียข้าคนแรกที่ไม่เห็นด้วย!”
……
หัวหน้าสำนักต่าง ๆ และประมุขตระกูลทั้งหลายพากันออกมายืนขวาง
แววตาฉงซานเต็มไปด้วยความโกรธ ทว่าเขากลับทำอะไรไม่ได้
ต่อให้ฝืนเปิดประตู เขาก็ต้องถูกคนเหล่านี้ขวางไว้
“ศิษย์น้อง!”
เผยเหิงใช้ไม้เท้าค้ำกาย รีบเดินเข้ามา
“เปิดประตูสิ! ปล่อยฉินหมิงเข้ามา!”
“ศิษย์พี่…”
ฉงซานรีบเข้าไปประคองเผยเหิง ก้มหน้าลง เอ่ยเสียงแหบพร่า “ศิษย์พี่ ข้าขอโทษ ประตูบานนี้ศิษย์น้องเปิดไม่ได้”
“อะไรนะ!”
เผยเหิงราวกับถูกฟ้าผ่า
“อาจารย์อา!”
เมื่อลู่ลิ่วและคนอื่น ๆ ได้ยิน สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ยากจะยอมรับได้
กำแพงเมืองอำเภอชิงหยางสูงถึงยี่สิบกว่าจั้ง ทั้งยังก่อขึ้นจากหินแกรนิตที่แข็งแกร่งที่สุด ต่อให้เป็นวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจเพียงใดก็เหาะข้ามไปไม่ได้ หากไม่เปิดประตูเมือง ฉินหมิงก็มีแต่ต้องตาย!
“ศิษย์น้อง!”
ลี่เซิ่งหนานเพิ่งได้ยินข่าวก็รู้สึกฟ้าดินหมุนคว้าง ก่อนหมดสติไปตรงนั้น
“ศิษย์พี่!”
ลู่ลิ่วกำหมัดแน่น ได้แต่ส่งเสียงคำรามอย่างจนปัญญา
