จันทร์สว่างดาวริบหรี่
กลางป่าทึบ กองไฟลุกโชน
ดวงตาหลายสิบคู่จับจ้องร่างใต้ต้นไม้เขม็ง
เวลาผ่านไปนานถึงครึ่งก้านธูปแล้ว แต่ฉินหมิงก็ยังไม่สิ้นลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ทุกท่าน ข้าคิดว่าพวกเรารอต่อไปไม่ได้แล้ว”
หวังป๋อลุกขึ้นยืน
“หวังป๋อ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
สีหน้าลี่เซิ่งหนานเปลี่ยนไป “เมื่อครู่พวกเจ้ายังรับปากกันอยู่เลย!”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
หวังป๋อแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม “หากไอ้หนูนี่ไม่ตาย พวกเราก็ต้องรออยู่แบบนี้ตลอดไปหรือ?!”
คนอื่น ๆ เองก็หมดความอดทน ร้อนใจอยากแบ่งสมบัติบนตัวฉินหมิงเต็มที
“ท่านพ่อ...”
ฮั่วหลานพึมพำ
“อย่าเพิ่งร้อนใจ ดูก่อนว่าไอ้หนูนั่นยังมีลมหายใจหรือไม่ ให้พวกเขาลองหยั่งเชิงดู”
ฮั่วเจิงระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง เขากังวลว่าฉินหมิงอาจยังไม่ตายสนิทและเหลือกำลังเอาไว้ จึงจงใจไม่ลงมือ ปล่อยให้คนอื่นไปลองหยั่งเชิงก่อน รอให้พวกเขาค้นสมบัติจนได้มาอยู่ในมือแล้วค่อยชิงลงมือ แผนการไร้ช่องโหว่
“ลุย!”
หวังป๋อส่งสายตาเป็นสัญญาณ มือปราบหลายคนพุ่งเข้าหาฉินหมิงทันที
ลู่ลิ่วกับลี่เซิ่งหนานเพิ่งจะขยับเข้าขวาง ก็ถูกฮั่วหลานและฮั่วหลินสกัดเอาไว้
“อยู่เฉย ๆ อย่าบังคับให้ข้าต้องลงมือ”
ฮั่วหลินเอ่ยเสียงเรียบ
อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว พลังฝีมือขั้นหลอมผิวหนังระดับสมบูรณ์นั้นเป็นรองเพียงฮั่วเจิงเท่านั้น
“ไสหัวไป!”
ลมปราณโลหิตในกายลี่เซิ่งหนานพลุ่งพล่าน นางกำดาบเหล็กเย็นไว้แน่น พลังวัวเถื่อนโคจรขึ้น แขนทั้งสองพลันพองโตขึ้นรอบหนึ่ง พละกำลังมหาศาลถาโถมเข้าใส่ดาบเหล็กเย็นทั้งหมด
“ฟิ้ว!”
เสียงแหลมบาดหูดังขึ้นกลางอากาศ ปราณดาบไร้รูปร่างสายหนึ่งพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว หว่างคิ้วฮั่วหลินปวดแปลบ รู้สึกราวกับร่างทั้งร่างกำลังจะถูกผ่าออกเป็นสองซีก
ลี่เซิ่งหนานมีพละกำลังแต่กำเนิดอยู่แล้ว เมื่อฝึกพลังวัวเถื่อนเข้าไปอีก เรี่ยวแรงของนางยิ่งไม่ธรรมดา บัดนี้ยังได้ความคมของดาบเหล็กเย็นเสริมเข้าไป ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นหลอมผิวหนังระดับสมบูรณ์ก็ยังต้องหลบให้พ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฮั่วหลินที่ยังมีบาดแผลอยู่