ต่งเหวินรุ่ยได้ยินคำพูดของเจิ้งเซียงตงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ปันเจิ้งลี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดแทนเธอเสียก่อน
“เจิ้งเซียงตง หุบปากไปเลย ตอนที่คนอื่นช่วยเหวินรุ่ย นายมัวหลบอยู่ที่ไหน?”
ปันเจิ้งลี่ได้ยินเจิ้งเซียงตงพูดจาเกินเลยขึ้นเรื่อย ๆ ก็อดทนไม่ไหว จึงจุ่มพู่กันลงในกระปุกน้ำ ก่อนหันไปจ้องเขาเขม็ง
“พูดมาสิ! ตอนที่คนติดเหล้าคนนั้นเข้ามาวุ่นวายกับเหวินรุ่ย นายหายหัวไปอยู่ไหน?”
“อ้อ... ฉันนึกออกแล้ว! นายหดหัวอยู่ข้างหลัง ไม่กล้าออกมาสินะ? พอคนอื่นช่วยเสร็จ นายกลับมาเริ่มจับผิดเขาเสียอย่างนั้น?!”
“ตอนนั้นฉัน...”
เจิ้งเซียงตงหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที รีบพูดว่า “ตอนนั้นฉันกำลังจัดอุปกรณ์วาดภาพในกระเป๋าอยู่! ฉันไม่รู้ว่าคนติดเหล้าคนนั้นจะลงมือทำร้ายคน!”
“งั้นเหวินรุ่ยก็ยังสำคัญไม่เท่าอุปกรณ์วาดภาพของนายสินะ?!”
“ฉะ...ฉัน...”
เจิ้งเซียงตงพูดไม่ออก รีบเปลี่ยนเรื่องว่า “ลี่ อย่ามาหาเรื่องกันแบบไม่มีเหตุผลสิ ฟางเวยเมื่อก่อนเป็นคนติดพนันจริง ๆ นี่เป็นเรื่องจริง! แล้วทำไมฉันจะพูดไม่ได้?!”
“คนติดพนันทำความดีไม่ได้หรือไง?”
ปันเจิ้งลี่แค่นเสียง ไม่ยอมปล่อยผ่าน “ฉันก็ถามมาแล้วเหมือนกัน!”
“คนในหมู่บ้านนี้ตั้งหลายคนชมฟางเวย เขายังเคยล่าหมูป่าด้วย ฝูงหมูป่าที่ทำลายพืชผล เขาก็เป็นคนนำคนไปกำจัดจนหมด!”
“ตอนนี้เขากลับตัวกลับใจอย่างจริงใจแล้ว! นายเป็นคนนอก ไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ มีสิทธิ์อะไรมาว่าเขา?!”
