“ก็ใช่น่ะสิ!”
ชายวัยกลางคนที่แบกจอบไว้บนไหล่พูดขึ้นว่า “อากาศยังร้อนอยู่เลย! ดูแดดวันนี้สิ! วางเนื้อไว้แค่สองวันก็เน่าแล้ว!”
“ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ขายเลย ต่อให้เอาไปให้ฟรี ๆ ก็ไม่มีใครเอา!”
คำพูดนี้เหมือนสาดน้ำเย็นใส่ชาวบ้านที่กำลังนั่งนับเงินจนตาเป็นประกาย ทำให้ทุกคนได้สติขึ้นมาทันที
“แล้วจะทำยังไงดี?”
“จะให้ขนไปขายปลีกที่ตำบลก็ไม่ได้ ใครจะมีเวลาขนาดนั้น?”
“ต่อให้มีเวลา แต่พวกแกเคยขายเนื้อหรือไง? เรียกลูกค้าเป็นไหม? ต่อรองราคากับคนเป็นหรือเปล่า?”
เสียงของคนเหล่านั้นค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ สุดท้ายทุกคนก็หันมามองฟางเวยพร้อมกันอีกครั้ง
คนในหมู่บ้านก็ขายของป่ากันอยู่บ้าง แต่เป็นแค่การค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับธุรกิจที่มีมูลค่าหลายร้อยหยวนแบบนี้ ทั้งหมู่บ้านมีแค่ฟางเวยคนเดียวที่เคยทำ
“……”
ฟางเวยมองดวงตาคู่แล้วคู่เล่าที่จับจ้องมาทางตัวเอง ก่อนจะเงียบไปอย่างประหลาดอยู่สองสามวินาที
เขาไม่เคยคิดเลยว่า แค่เวลาผ่านไปเพียงครึ่งเดือนกว่า ๆ ตัวเองจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในสายตาคนเหล่านี้ จนกลายเป็นคนที่พึ่งพาได้
แต่เดิมฟางเวยก็คิดจะขายเนื้อพวกนี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ร้านอาหารเล็ก ๆ ในตำบลไม่มีทางรับเนื้อจำนวนมากขนาดนี้ไหว
นี่เป็นเนื้อตั้งพันกว่าชั่ง ต่อให้หวังหงจงกับพวกพี่น้องของเขาช่วยกันรับไป ก็คงกินไม่หมดครึ่งหนึ่ง
“ร้านอาหารไม่กี่ร้านในตำบล ต่อให้กินเก่งแค่ไหนก็รับเนื้อเยอะขนาดนี้ไม่ไหวหรอก”
