“เอ่อ...”
“ดูเหมือนจะไม่ใช่ไซซ์ของฟางเวยจริง ๆ ด้วยนะ!”
ชาวบ้านพากันยืดคอมอง
ฟางเวยรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างหนา พอเอาเสื้อกล้ามผ้าสีเทาตัวนั้นมาเทียบกับตัวเขาแล้ว ก็ดูยังไงก็ไม่น่าจะใส่ได้
“ใครจะไปรู้ว่าเสื้อผ้าขาด ๆ ตัวนี้เหมยเยี่ยนไปเอามาจากผู้ชายคนไหน!”
ฟางเวยโยนเสื้อกล้ามลงพื้น แล้วพูดอย่างดูแคลนว่า “ตอนนี้ยังคิดจะเอาขี้มาป้ายหัวฉันอีกเหรอ?!”
ที่เขากล้าพูดแบบนี้ก็เพราะทุกครั้งที่ไปบ้านเหมยเยี่ยน เขาเข้าไปยังไงก็ออกมาอย่างนั้น!
เมื่อก่อนเขาจนจนแทบไม่มีข้าวกิน จะมีปัญญาเอาเสื้อผ้าไปโยนทิ้งเรี่ยราดได้ยังไง
“แกพูดเหลวไหลอะไร!”
สีหน้าของเหมยเยี่ยนเปลี่ยนไปทันที “เสื้อกล้ามตัวนี้เป็นของแก! คราวก่อนแกค้างคืนที่บ้านฉันแล้วเผลอทิ้งไว้!”
ที่จริงเสื้อกล้ามตัวนี้ไม่ใช่ของฟางเวย แต่เป็นของผู้ชายอีกคน
“สวีรุ่ย เมื่อกี้คุณบอกว่าฉันมีความผิดฐานข้อหาพาลเกเร ใช่ไหม?”
ฟางเวยหัวเราะเย็นชา ก่อนหันไปมองสวีรุ่ยกะทันหัน “ดี! งั้นตอนนี้เราไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในอำเภอกันเลย!”
“ให้ตำรวจมาสืบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ให้รู้กันไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เขาไม่เชื่อหรอกว่า ผู้ชายที่เคยพัวพันกับเหมยเยี่ยนมีตั้งมากมาย จะสืบไม่ได้ว่าเด็กในท้องของผู้หญิงคนนี้เป็นลูกใครกันแน่!
สวีรุ่ยได้ยินอย่างนั้น เปลือกตาก็กระตุกอย่างแรง
ฟางเวยกล้าพูดแบบนี้ได้ยังไง? หรือว่าเขาไม่กลัวโดนยิงจริง ๆ?
หรือว่า...
สวีรุ่ยมองจ้าวเหล่าซานกับเหมยเยี่ยน แววตาพลันหม่นมืดลง
