ตีห้า นาฬิกาข้อมือสั่นเตือนสามครั้ง
เย่โจวหงลืมตาขึ้น เบื้องหน้ามืดสนิท
จากเตียงชั้นบนมีเสียงหายใจสม่ำเสมอของจางหยวนดังมา ส่วนเจียงยวี่ที่เตียงฝั่งตรงข้ามพลิกตัว แล้วพึมพำคำพูดไม่ชัดเจนออกมาประโยคหนึ่ง
เย่โจวหงตะแคงตัว เอื้อมเท้าไปเกี่ยวรองเท้ากีฬาจากใต้เตียงออกมา สวมอย่างเงียบเชียบ แล้วค่อย ๆ ปิดประตูหอพัก
ทางเดินยังไม่ได้เปิดไฟ มีเพียงไฟฉุกเฉินตรงบันไดที่ส่องแสงสีเขียวสลัว พอให้เห็นตัวอักษรบนผนังว่า “ห้ามวิ่งไล่เล่น”
สนามกีฬาพร่าเลือนอยู่ในความมืด บนลู่วิ่งไม่มีใครสักคน
เงาตึกเรียนไกลออกไปดำทะมึนตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ราวกับจอภาพยักษ์ที่ยังไม่ได้เปิดเครื่อง
เธอลงแข่งสามพันเมตรได้ แล้วฉันก็วิ่งห้าพันเมตรได้เหมือนกัน!
เย่โจวหงยืนที่เส้นสตาร์ต สูดอากาศเย็นที่ชื้นด้วยไอจากสนามหญ้าเข้าไป แล้วเริ่มออกวิ่ง
สามรอบแรกยังถือว่าราบรื่น
หายใจทัน ฝีเท้าก็มั่นคง สายลมพัดผ่านข้างหู บนลู่วิ่งมีเพียงเสียงพื้นรองเท้าของตัวเองเสียดสีกับพื้น
พอถึงรอบที่สี่ก็เริ่มไม่ไหว
เขาไม่เคยวิ่งไกลขนาดนี้มาก่อน ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนก้าวไม่ออก
พอถึงทางโค้งของรอบที่ห้า ใต้ซี่โครงด้านขวาก็เริ่มปวดตุบ ๆ
เขาจำต้องชะลอความเร็ว ก้าวสั้นลงเรื่อย ๆ
เพิ่งวิ่งผ่านครึ่งรอบที่หก ขาทั้งสองข้างก็ไม่ยอมทำตามคำสั่งอีกต่อไป
เขาเซไปสองก้าว ก้มตัวลง ใช้มือทั้งสองข้างยันเข่า หอบหายใจอย่างหนัก
เหงื่อหยดจากปลายคาง กระทบลู่วิ่งสีแดงแล้วแผ่เป็นวงกลมสีเข้มขนาดเท่าเล็บมือ
วิ่งไปได้แค่สองพันสองร้อยเมตร แต่ใช้เวลาไปสิบหกนาที
ยังขาดอีกห้ารอบครึ่ง...
เขาปาดหน้าแล้วลองก้าวต่อ น่องขาขวากระตุกขึ้นมาอย่างแรง เจ็บจนเขาสูดปาก ขาทั้งข้างอ่อนยวบ เกือบทรุดลงคุกเข่าบนลู่วิ่ง
เขากัดฟันเดินต่ออีกครึ่งรอบ แต่สุดท้ายก็ฝืนไม่ไหว ทิ้งตัวนั่งลงบนสนามหญ้า
แสงยามเช้าเพิ่งส่องทะลุหมอกบาง ๆ
เงาของเขาทอดอยู่บนลู่วิ่ง ทั้งยาวทั้งแคบ โดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง
เหลือเวลาอีกสิบสามวันก่อนงานกีฬาภายใน
ต้องเพิ่มระยะจากสองพันสองร้อยเมตรให้เป็นห้าพันเมตร แถมความเร็วก็ห้ามดูแย่เกินไปด้วย
