“สวีชิงเหมียน?”
เย่โจวหงขยี้ตา คิดว่าตัวเองคงยังตื่นไม่เต็มที่ จึงลองเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ
เด็กสาวตรงหน้าหันศีรษะมานิดหนึ่ง
ใช้เวลาราวสองสามวินาที แววตาฉงนมีประกายความทรงจำวาบผ่าน ก่อนที่เธอจะนึกออกว่าใบหน้านี้เป็นใคร
“นายคือ…เย่โจวหง?”
เธอจำชื่อเขาได้ด้วยแฮะ
“ใช่ ฉันเอง” เย่โจวหงพยักหน้า แล้วหาเรื่องชวนคุยอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “เธอ…เท้าหายดีแล้วเหรอ?”
แววตาของสวีชิงเหมียนมีรอยยิ้มจาง ๆ
“หายดีนานแล้วล่ะ วันนั้นต้องขอบคุณพวกนายที่ช่วยไว้”
เธอพูดเสียงเบา น้ำเสียงเนิบช้าเป็นจังหวะ
แตกต่างจากเด็กผู้หญิงโรงเรียนเลขหนึ่งสองสามคนที่ยืนเจื้อยแจ้วคุยเรื่องการแข่งขันอยู่รอบ ๆ อย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก หลัก ๆ เป็นเพราะโจวเสวียนเทียนช่วยไว้…”
เย่โจวหงหัวเราะแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน
“จริงสิ เธอก็มาร่วมแข่งอ่านออกเสียงเหมือนกันเหรอ?”
“อืม วิชาภาษาต่างประเทศที่ฉันเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือภาษาญี่ปุ่น”
คำพูดสบาย ๆ ของสวีชิงเหมียนทำเอาเย่โจวหงถึงกับมึนไปเลย
“อา…”
ให้ตายสิ ของเขาเป็นวิชาหลักจริงจังเลยนี่นา
พวกเขาที่เรียนวิชาภาษาต่างประเทศที่สองแค่สัปดาห์ละคาบ จะไปสู้กับเขาได้ยังไงกัน?
เย่โจวหงกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี จู่ ๆ กลิ่นหอมคุ้นเคยของดอกลิลลี่แห่งหุบเขาก็ลอยมาจากข้างตัว
ไม่รู้ว่าโจวจื้อยวีเดินมายืนข้างเขาตั้งแต่เมื่อไร ไหล่ของเธออยู่ห่างจากเขาไม่ถึงครึ่งกำปั้น
“พวกเราแค่เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาภาษาต่างประเทศที่สอง อีกเดี๋ยวก็ถึงคิวแข่งแล้ว ฝากตัวด้วยนะ”
สวีชิงเหมียนขานรับเบา ๆ ว่า “อืม”
เย่โจวหงสะดุ้งวาบ เขาสังเกตได้ไวว่าอากาศรอบตัวเหมือนจะเย็นลงไปสององศา
“เอ่อ…การแข่งขันใกล้เริ่มแล้ว”
เขาพยายามคิดหาทางหนีสุดชีวิต
“ฉันไปดูบทอีกครั้งก่อนนะ”
……
ใกล้เก้าโมงครึ่ง ผู้เข้าแข่งขันก็มากันครบแล้ว
