สีหน้าของสวี่ซานหวยพลันเปลี่ยนไป นั่นคือความเคร่งขรึมที่มีเพียงพรานเฒ่าเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูตามธรรมชาติในป่าเขาจึงจะแสดงออกมา เขากระชากสวี่ชิงเหอไปไว้ด้านหลัง คว้าดาบพรานข้างกายขึ้นมา แล้วส่งสัญญาณให้เรียเอ่อร์ กดเสียงต่ำแทบเป็นกระซิบ
“ห้ามส่งเสียง ห้ามขยับ!”
เรียเอ่อร์ตอบสนองเร็วยิ่งกว่า
เด็กหนุ่มเผ่าซียงเกือบจะเกร็งร่างขึ้นในชั่วพริบตา ง้างคันธนูยาวจนสุด ปลายศรจับจ้องพุ่มไม้ที่ไหวระริกไม่วางตา สัญชาตญาณซึ่งฝึกฝนจากการเดินป่ามานานหลายปี ทำให้ทั้งร่างของเขาคล้ายหมาป่าที่พร้อมกระโจนเข้าจู่โจม
สวี่ชิงเหอถูกบิดากระชากจนเซ สีหน้าซีดเผือด มือทั้งสองกำชายเสื้อด้านหลังของสวี่ซานหวยแน่น นางยังเยาว์วัยนัก แม้จะติดตามเข้าป่าอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยเผชิญหน้ากับสัตว์ใหญ่ในระยะประชิดเช่นนี้มาก่อน
เฉินซู่ลุกขึ้นแล้ว ขยับมายืนข้างนาง มือถือปืนไว้พร้อม เอ่ยเสียงเบา
“อย่าขยับ ก้มตัวลงหน่อย”
คนอื่น ๆ ต่างลุกขึ้นเช่นกัน ปืนอยู่ในมือ สายตาทุกคู่จับจ้องไปข้างหน้า
หลินเจาไม่กล่าวอะไรอีก เพียงยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนตั้งสติ จากนั้นยกปืนขึ้น เล็งปากกระบอกไปยังพุ่มไม้ตรงหน้าอย่างมั่นคง
พุ่มไม้แยกออกเบา ๆ
เสือดาวโตเต็มวัยตัวหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมา
รูปร่างของมันเพรียวปราดเปรียวแต่แข็งแรง ขนสีทองคล้ำแต้มลายจุดดำทั่วตัว ไหล่และแผ่นหลังหมอบต่ำ หางกวัดแกว่งช้า ๆ เสียงคำรามต่ำทุ้มดังมาจากลำคอ ดวงตาสัตว์เย็นเยียบราวเปลวไฟเร้นลับสองจุด กวาดมองทุกคนข้างกองไฟ ก่อนจะหยุดนิ่งที่สวี่ชิงเหอซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
รูม่านตาของสวี่ซานหวยหดแคบ เสียงตึงเครียดขึ้นมา
“เสือดาว! เจ้านี่เร็วยิ่งกว่าเสือเสียอีก—”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง นิ้วของเรียเอ่อร์ก็คลายออก
ลูกศรพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่หน้าอกเสือดาว แต่ในจังหวะที่สัตว์ร้ายกระโจนขึ้น ร่างของมันกลับบิดกลางอากาศอย่างฉับพลัน ปลายศรเฉียดผ่านสีข้างไปแทบจะพอดี ก่อนจะปักลึกลงในลำต้นไม้ด้านหลังดังฉึก ขนหางศรสั่นไหวไม่หยุด
ชั่วพริบตาต่อมา เสือดาวก็พุ่งเข้ามาพร้อมกลิ่นคาวสาบ!
“ชิงเหอ หมอบลง!” สวี่ซานหวยตวาดลั่น ยกดาบจะพุ่งเข้าไปขวาง
แทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน หลินเจาก็กดไกปืน
“ปัง—!”
เสียงปืนระเบิดกึกก้อง สะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่า
ร่างเสือดาวที่กำลังพุ่งอยู่กลางอากาศพลันสะดุ้ง ราวกับชนเข้ากับกำแพงเหล็กที่มองไม่เห็น ก่อนจะพลิกคว่ำทั้งตัว กระแทกลงบนใบไม้ผุพังเต็มพื้น กลิ้งไปสองตลบแล้วแน่นิ่ง
เลือดไหลทะลักจากเหนือดวงตาซ้ายของมัน ซึมลงบนใบไม้ร่วงใต้ร่างจนเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว
ทุกคนข้างกองไฟต่างแข็งค้าง
สวี่ซานหวยยังอยู่ในท่ากึ่งปกป้องกึ่งพุ่งเข้าหา ลูกศรดอกที่สองของเรียเอ่อร์ขึ้นสายแล้วแต่กลับหยุดค้างอยู่ตรงนั้น สวี่ชิงเหอหน้าซีดเผือด ราวกับลืมหายใจไปเสียแล้ว เฉินซู่ยืนถือปืนขวางอยู่ตรงหน้านาง ในหูเหลือเพียงเสียงอื้ออึงจากแรงสะเทือนของปืน
ไม่มีใครเอ่ยปาก
มีเพียงเสือดาวตัวนั้นที่หมอบอยู่บนกองใบไม้ร่วง นิ่งสนิทไม่ไหวติง
ในป่าเงียบงันราวกับไร้ชีวิต
ผ่านไปหลายอึดใจ หลินเจาจึงเป็นคนแรกที่ขยับ
เขายังไม่ลดปืนในทันที เพียงจับตาดูเสือดาวอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่ามันไม่ขยับอีกแล้ว จึงค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ปากกระบอกปืนยังคงเล็งต่ำ เซี่ยฉางเฟิงกับหวังฮ่าวชวนก็ขยับตำแหน่งโดยไม่รู้ตัว ยืนคุมมุมอยู่ซ้ายขวา เห็นชัดว่าคุ้นเคยกับกระบวนท่าเช่นนี้เป็นอย่างดี
กระทั่งหลินเจาย่อตัวลง ใช้ปลายเท้าแตะหัวเสือดาวเบา ๆ เมื่อเห็นว่ามันตายสนิทแล้ว เขาจึงลดปืนลง เอ่ยเสียงต่ำ
“ไม่เป็นไรแล้ว”
พอได้ยินคำนี้ สวี่ซานหวยก็เหมือนเพิ่งได้สติ เขาหันกลับไปหาสวี่ชิงเหอทันที
“ชิงเหอ! ตกใจหรือไม่?”
สวี่ชิงเหอจึงเหมือนเพิ่งหายใจได้อีกครั้ง ริมฝีปากซีดขาว นางส่ายหน้า เสียงยังสั่นเครือ
“ท่านพ่อ... ข้าไม่เป็นไร”
เฉินซู่เก็บปืน แล้วก้มมองสวี่ชิงเหอ เอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว”
สวี่ชิงเหอเงยหน้ามองนาง จากนั้นมองข้ามไปยังเสือดาวที่ล้มอยู่เบื้องหน้า สีหน้ายังคงเหม่อลอยอยู่บ้าง
เวลานี้เรียเอ่อร์จึงขยับตัวในที่สุด
เขาถือคันธนูเดินไปหยุดห่างจากซากเสือดาวหนึ่งก้าว สายตาจับอยู่บนตัวมันครู่หนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงแล้วยื่นมือไปพลิกหัวของมัน
เหนือดวงตาซ้ายมีรูเลือดปรากฏชัด
ไม่ใหญ่ แต่ลึก
ยิงนัดเดียวถึงตาย
ส่วนหนังเสือดาวบริเวณอื่นแทบไม่เสียหายเลย
มือของเรียเอ่อร์ชะงักไป เขาเงยหน้ามองหลินเจา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นครั้งแรก
ไม่ใช่เพียงเย็นชา ไม่ใช่เพียงระแวดระวังอีกต่อไป
หากเต็มไปด้วยความฉงนและพินิจพิเคราะห์แทบจะเป็นสัญชาตญาณ คล้ายเพิ่งยอมรับเป็นครั้งแรกว่า สิ่งที่อยู่ในมือของคนตรงหน้าได้ก้าวพ้นขอบเขตของอาวุธที่เขารู้จักไปโดยสิ้นเชิง
สวี่ซานหวยเดินเข้ามาด้วย เขาจ้องบาดแผลนั้นอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้ามองปืนสั้นที่หลินเจาเพิ่งเก็บ เสียงแหบพร่า
“น้องหลิน อาวุธของเจ้า...”
เขาหยุดไป คล้ายกำลังหาคำเรียกที่เอ่ยออกมาได้
“ใช่หน้าไม้ฟ้าคำรามหรือไม่?”
หลินเจามองเขา สีหน้าไม่เปลี่ยน เพียงตอบว่า
“นับว่าเป็นอาวุธไฟไว้ป้องกันตัว”
สวี่ซานหวยเห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจนัก เขาขมวดคิ้วพลางมองบาดแผลบนหัวเสือดาวอีกครั้ง อดถามไม่ได้
“เหตุใดจึงไม่เห็นลูกศร?”
หลินเจาตอบอย่างสงบนิ่ง
“กลไกของมันไม่เหมือนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกศรธรรมดา”
สวี่ซานหวยฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เมื่อมองรูเลือดบนหัวเสือดาวแล้ว ท้ายที่สุดก็พูดอะไรไม่ออก
ในเวลานี้ เซี่ยฉางเฟิงจึงค่อยผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้จนแทบติดคอ เขาขยับไปใกล้หม่าเจิ้นปังแล้วกระซิบว่า
“ถ้าเป็นบ้านเรา นี่เรียกสัตว์คุ้มครอง”
มุมปากของหม่าเจิ้นปังกระตุก เขาตอบเสียงเบาเช่นกัน
“จำคุกอย่างน้อยสามปี”
หวังฮ่าวชวนได้ยินแล้วเปลือกตากระตุก คิดจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
สวี่ชิงเหอกับสวี่ซานหวยย่อมฟังไม่เข้าใจ ทั้งคู่เพียงมองพวกเขาด้วยสีหน้าฉงน
หลินเจาไม่สนใจสายตาของสองตัวตลกที่มองเขาราวกับเป็นอาชญากร สายตากลับไปหยุดบนซากเสือดาว เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหันไปกล่าวกับสวี่ซานหวย
“เสือดาวตัวนี้เป็นของท่าน”
สวี่ซานหวยชะงักไป แทบคิดว่าตนฟังผิด
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?” เขารีบส่ายหน้า “สัตว์ร้ายตัวนี้น้องหลินเป็นคนสังหาร หากเจ้าไม่ลงมือ พวกเราสามพ่อลูกกับศิษย์คงไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บ แล้วข้าจะรับของสิ่งนี้ได้อย่างไร?”
“หากพวกท่านไม่สังเกตเห็นก่อน พวกเราก็อาจป้องกันไม่ทันเช่นกัน” หลินเจากล่าว “ยิ่งไปกว่านั้น ของสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์กับพวกเรา แต่สำหรับพวกท่านแล้วกลับเป็นสิ่งของที่มีค่าอย่างแท้จริง”
เขากล่าวอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาสามัญ
“ถือเสียว่าเป็นของต้อนรับที่พวกเรามาพักอาศัย”
สวี่ซานหวยนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
เขาใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต เดินป่าล่าสัตว์ พบเห็นทั้งคนตระหนี่ คนเหี้ยมโหด และคนที่เสแสร้งมีมารยาท แต่ไม่เคยพบคนเช่นนี้มาก่อน เมื่อครู่เพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วกลับยกเสือดาวตัวใหญ่ล้ำค่าขนาดนี้ให้โดยไม่ลังเล ราวกับไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด
ริมฝีปากเขาขยับอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะประสานมือคำนับหลินเจาอย่างนอบน้อม
“น้องหลิน น้ำใจครั้งนี้ สวี่ผู้นี้จะจดจำไว้”
หลินเจาเพียงพยักหน้า ไม่กล่าวอะไรต่อ
เวลานี้ฟ้ามืดลงสนิทแล้ว แสงสุดท้ายระหว่างยอดไม้กำลังถอยห่างอย่างรวดเร็ว ความหนาวเย็นของขุนเขาหวนกลับมา ความอบอุ่นเล็กน้อยข้างกองไฟยิ่งดูริบหรี่ลงไปอีก
สวี่ซานหวยเงยหน้ามองท้องฟ้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“จากที่นี่ไปหมู่บ้านชิงเหอยังต้องเดินอีกระยะ ยามนี้ยังลากเสือดาวไปด้วย หากกลับไปในความมืดคงไม่ปลอดภัย ข้างหน้าห่างออกไปสองลี้มีศาลเทพภูเขา ปกติพรานที่เข้าป่า หากกลับไม่ทันก็มักพักค้างคืนที่นั่น หากพวกท่านไม่รังเกียจ คืนนี้ไปพักแรมกันที่นั่นก่อน พรุ่งนี้เช้าฟ้าสางแล้วค่อยกลับหมู่บ้านพร้อมกัน”
หลินเจาหันไปมองคนฝั่งตน
หวังฮ่าวชวนพยักหน้า เซี่ยฉางเฟิงก็ไม่คัดค้าน เฉินซู่ยิ่งไม่มีเหตุให้ปฏิเสธ
“ตกลง” หลินเจารับคำ
ทุกคนจึงไม่รั้งรออีก พวกเขาดับไฟแล้วใช้เชือกกับกิ่งไม้ทำเป็นแคร่ลากอย่างง่าย ๆ สวี่ซานหวยกับเรียเอ่อร์เห็นชัดว่าคุ้นชินกับงานเช่นนี้ ท่าทางคล่องแคล่วไม่น้อย เซี่ยฉางเฟิงกับหวังฮ่าวชวนก็เข้าไปช่วย ทุกคนร่วมแรงกันมัดเสือดาวไว้บนแคร่ แล้วลากมุ่งหน้าไปยังศาลเทพภูเขา
ทางเขาไม่ไกลนัก แต่เดินลำบากไม่น้อย หลังราตรีคลี่คลุม ป่าเขาก็มืดมิดยิ่งขึ้น มีเพียงคบไฟในมือสวี่ซานหวยที่เดินนำหน้า ซึ่งพอส่องให้เห็นทางคดเคี้ยวชื้นเย็นได้ช่วงหนึ่ง
สวี่ชิงเหอเดินอยู่ข้างเฉินซู่มาตลอด ตอนแรกนางไม่ค่อยพูดนัก เดินไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามเสียงเบา
“พวกท่าน... เป็นคนซีเซี่ยหรือชาวเหลียว?”
เฉินซู่หันมามองนาง ยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบตรง ๆ เพียงกล่าวว่า
“ไม่ใช่ทั้งสองแห่ง พวกเรามาจากที่ไกลมาก”
สวี่ชิงเหอได้ยินเช่นนั้นก็เม้มริมฝีปาก ไม่ซักถามต่อ
ทว่าเซี่ยฉางเฟิงซึ่งกำลังลากเสือดาวอยู่ข้างหน้า กลับหันมาพร้อมแกว่งเชือกในมือ ยิ้มแกล้งหยอกนาง
“อย่างไรก็ไม่ใช่ผีภูเขา”
เดิมทีสวี่ชิงเหอยังทำหน้าบึ้ง แต่พอได้ยินคำนี้ก็อดถลึงตาใส่เขาเบา ๆ ไม่ได้
เพียงถูกนางมองเช่นนั้น ความขุ่นเคืองก่อนหน้าก็เจือจางลงไปไม่น้อย
เมื่อไปถึงศาลเทพภูเขา ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ศาลแห่งนั้นไม่ใหญ่ ทั้งยังทรุดโทรมตามกาลเวลา กำแพงครึ่งหนึ่งแตกร้าว เทวรูปถูกควันธูปและไฟรมจนดำ มองไม่เห็นเค้าเดิม โชคดีที่หลังคายังพอกันลมได้ และมีลานว่างหน้าศาล เหมาะแก่การก่อไฟพักเท้า
ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอดทั้งวัน ยามนี้ต่างอ่อนล้าเต็มที
สวี่ซานหวยกับเรียเอ่อร์นำเสือดาวไปวางไว้ตรงมุมศาล จากนั้นไปหาเศษฟืนแห้งมาก่อไฟ ส่วนคนของหลินเจาผลัดกันเฝ้ายามตลอดคืน
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ
เช้าวันต่อมา ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ทุกคนก็เก็บข้าวของออกเดินทางอีกครั้ง
ไอเย็นยามเช้าในป่าหนักหน่วง ใบหญ้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำค้างชุ่มฉ่ำ พวกเขาผลัดกันลากเสือดาวลงจากเขา ฝีเท้าเร็วกว่าคืนก่อนมาก สวี่ซานหวยดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างทางยังชี้ตำแหน่งบางแห่งเบื้องล่างเขา พลางบอกหลินเจาถึงทิศทางของหมู่บ้านชิงเหอ สวี่ชิงเหอก็ไม่เดินชิดบิดาเหมือนก่อน บางครั้งนางจะแอบมองปืนที่เอวของเซี่ยฉางเฟิง แล้วรีบเบนสายตาหนี
หลินเจาแทบไม่พูดตลอดทาง เพียงจดจำภูมิประเทศ เส้นทางบนเขา ช่องว่างระหว่างป่า และแนวลาดชันอย่างเงียบ ๆ
หลังผ่านสันเขาลูกหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีควันดำสายหนึ่งพุ่งตรงขึ้นจากขอบฟ้าไกลโพ้น
ควันสายนั้นบางยิ่ง แต่ตั้งตรงดุจเข็มยาวที่ทิ่มแทงเข้าไปในผืนฟ้าอย่างผิดธรรมชาติ
ฝีเท้าของสวี่ซานหวยหยุดชะงักทันที
เรียเอ่อร์ก็เงยหน้าขึ้นฉับพลัน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในพริบตา
“ควันสัญญาณ...” เสียงของสวี่ซานหวยตึงเครียด ดวงตาจับจ้องควันสายนั้นแน่น “ทางหมู่บ้านชิงเหอจุดควันสัญญาณแล้ว!”
ทิศทางของหมู่บ้านชิงเหอไม่เพียงมีควันสัญญาณเท่านั้น หากยังมีแสงไฟลุกวาบขึ้นมาให้เห็นราง ๆ
ไม่ใช่ควันจากเตาไฟ
แต่เป็นเพลิงไหม้
แม้อยู่ห่างออกไปครึ่งเนินเขา ก็ยังมองเห็นควันดำหลายสายบิดเบี้ยวลอยขึ้นมา
สีหน้าของสวี่ซานหวยซีดเผือดลงในพริบตา
สวี่ชิงเหอหลุดเสียงร้อง
“ท่านพ่อ ในหมู่บ้าน...”
หลินเจาก้าวไปข้างหน้าแล้ว สายตาทอดข้ามแนวไม้และเนินลาด จับจ้องกลุ่มควันไฟที่ลอยขึ้นมาอย่างแน่วแน่ แววตาพลันหม่นทึบ
ควันสัญญาณลุกขึ้นแล้ว หมู่บ้านก็กำลังถูกเผาไหม้
ทุกคนต่างรู้ดีว่า—
หมู่บ้านชิงเหอเกิดเรื่องแล้ว
