“สารเลว!”
หลังฟังเรื่องราวจากจางเฟิงหลิน และรู้ว่าหลิวจื่ออ๋างลูกชายถูกเซียวจ้านจับตัวไป หลิวฮั่นกงก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาตบโต๊ะลุกพรวดขึ้นด่า “เซียวจ้านมันรนหาที่ตายจริง ๆ! พวกเรายังไม่ทันลงมือกับมันเลย แต่มันกลับรีบร้อนมาหาถึงที่เอง!”
“รนหาที่ตาย!”
“หรือมันคิดจริง ๆ ว่าตัวเองยังเป็นคุณชายน้อยแห่งตระกูลเซียวเมื่อห้าปีก่อน คนที่อยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจ แล้วพวกเราต้องก้มหัวประจบเหมือนหมา ทุกครั้งที่เจอมันอย่างนั้นหรือ?”
ความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านจนบรรยากาศกดดัน!
จางเฟิงหลินกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “มันถูกขังอยู่ในคุกมาตลอดห้าปี เพิ่งออกมาเมื่อวาน บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่เหลืออะไรเลย แน่นอนว่ามันต้องเกลียดพวกเราเข้ากระดูกดำ”
“ตามเหตุผลแล้ว ด้วยอิทธิพลของสามตระกูลใหญ่ในเขตใต้ของเมืองตอนนี้ แค่ตัวมันคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว”
“แต่ลองคิดอีกมุม เพราะมันไม่มีอะไรจะเสีย มันถึงกล้าทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด! หมาจนตรอกยังกระโดดข้ามกำแพง กระต่ายจนตรอกยังแว้งกัด ศัตรูที่ถูกบีบจนถึงทางตันยิ่งอันตราย!”
ใช่แล้ว ทางตัน!
เมื่อคนถูกบีบจนถึงทางตัน จิตใจพังทลาย หมดหวังกับชีวิต เหลือเพียงความเกลียดชังต่อศัตรู ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ยังจะต้องคิดหน้าคิดหลังอีกหรือ???
ยังจะต้องหวาดกลัวจนไม่กล้าทำอะไรอีกหรือ???
เมื่อมองความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา ใครขวางก็ลุย! แม้แต่ความตายยังไม่กลัว แล้วจะกลัวอะไร!
“ไม่มีอะไรจะเสีย?”
หลิวฮั่นกงแค่นเสียง “เหมียวเถี่ยซานกับเหมียวอีเหมยสองตาแก่นั่นยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ? ตอนนั้นพวกเราใจอ่อน เก็บสองตาแก่นั่นไว้แล้วคุมตัวให้อยู่ใต้สายตา ก็เพื่อป้องกันสถานการณ์อย่างวันนี้ ป้องกันไม่ให้เซียวจ้านจนตรอกแล้วหันมากัดพวกเราไม่ใช่หรือ?”
“แล้วสองตาแก่นั่นอยู่ที่ไหน?”
จางเฟิงหลินส่ายหน้า “ก่อนมา ฉันส่งคนไปจับแล้ว แต่น่าเสียดายที่ช้าไปก้าวหนึ่ง เหมียวเถี่ยซานกับเหมียวอีเหมยถูกหลินเสียน ลูกสาวบุญธรรมที่พวกเขารับมา พาขึ้นรถเฟยฉือเบนท์ลีย์ไปแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน!”
“หนีไปแล้ว???”
หลิวฮั่นกงเบิกตากว้าง กัดฟันกรอด “เตรียมตัวมาอย่างดีจริง ๆ!”
“แจ้งตำรวจ!”
