“นายท่าน”
ชายวัยกลางคนเดินมาถึงหน้าประตูโถงใหญ่ ยกมือเคาะเบา ๆ ไม่นานนัก เสียงผู้ชายคนหนึ่งก็ดังมาจากด้านใน “เข้ามา”
ประตูเปิดออก
เบื้องหน้าคือชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่า สวมชุดถังจวงสีเทา ยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ใบหน้าเหลี่ยม มือถือพู่กันขนสัตว์ด้ามหยกที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับนิ้วหัวแม่มือ กำลังตวัดพู่กันอย่างคล่องแคล่ว
คนผู้นี้ก็คือเซียวหงถู อารองของเซียวจ้าน
“อาจง มาได้จังหวะพอดี”
เซียวหงถูไม่แม้แต่จะเงยหน้า เอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “มาดูหน่อยสิว่าอักษรที่ฉันเขียนเป็นอย่างไรบ้าง?”
อาจงก้าวยาว ๆ เข้าไป ก้มมองอยู่สองครั้ง
“สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่!”
อักษรสี่ตัวนั้นเขียนได้หนักแน่นทรงพลัง เปี่ยมด้วยบารมี ทุกเส้นทุกขีดแฝงความองอาจที่ยากจะปกปิด ล่องลอยดุจเมฆเคลื่อน คล่องแคล่วดั่งมังกรผงาด
“จุดแต้มดุจหินร่วง เส้นขีดดุจเมฆาในฤดูร้อน ตวัดงอประหนึ่งทองคด งอขวางดุจคันธนูขึ้นสาย ทุกเส้นสายมีแบบแผน สูงต่ำล้วนแฝงความมุ่งหมาย เมื่อมองโดยรวม เส้นขาดแต่เจตนาต่อเนื่อง โปร่งโล่งสบายตา พลังอักษรมีชีวิตชีวา คมกล้าปรากฏชัด...”
ดูเหมือนอาจงจะมีความรู้ด้านการเขียนพู่กันอยู่ไม่น้อย เขาวิจารณ์สั้น ๆ สองสามประโยค ก่อนจะประสานมือค้อมกายกล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน ลายมือของท่านพัฒนาขึ้นทุกวัน ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ยิ่งเขียนก็ยิ่งมีสง่าราศีของปรมาจารย์”
“เจ้าคนประจบ!”
เซียวหงถูวางพู่กันด้ามหยกลง แล้วเหลือบมองอีกฝ่าย พลางหัวเราะด่าว่า “ปากคอของแกนี่ประจบสอพลอ เก่งแต่ยกยอคนอื่น พูดจาคล่องแคล่วขึ้นทุกวันเลยนะ”
“ต่อหน้านายท่าน ผมพูดแต่ความจริงครับ”
อาจงไม่หน้าแดง ไม่ใจเต้น ยังคงประจบได้อย่างเต็มอกเต็มใจ
