แสงตะวันยามเที่ยงดุจทองคำหลอมละลาย สาดส่องลงสู่หุบเขาหมอกในเทือกเขาเฮยเฟิง
ณ ปากหุบเขา ม่านแสงสีขาวจาง ๆ สั่นไหวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แสงสว่างเจิดจ้าขึ้นทุกขณะ ราวกับดักแด้ยักษ์ที่ใกล้จะปริแตกออกมาเป็นผีเสื้อ
ผู้บำเพ็ญนับพันกลั้นหายใจ จับจ้องม่านแสงเขม็ง อากาศอบอวลด้วยความตื่นเต้นและตึงเครียด
“หึ่ง!”
เสียงหึ่งต่ำทุ้มและยาวนานดังมาจากส่วนลึกของม่านแสง
ทันใดนั้น ม่านแสงสีขาวก็ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นฉีกออก ค่อย ๆ แยกจากตรงกลาง เผยให้เห็นทางเข้าลึกสุดหยั่งซึ่งแผ่กลิ่นอายเก่าแก่
“เปิดแล้ว! แดนลี้ลับเปิดแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้นเป็นคนแรก
ชั่วพริบตา ฝูงชนที่อดกลั้นมานานก็ทะลักไปยังทางเข้าแดนลี้ลับราวกับสายน้ำหลาก!
“ลุย!”
“สมบัติเป็นของข้า!”
เสียงตะโกน เสียงพลังวิญญาณแหวกอากาศ และเสียงอาวุธกระทบกันปะปนจนสถานการณ์วุ่นวายไปหมด
“ทุกคนระวัง อย่าแยกกัน!” เสิ่นชิงฉือเตือน เสียงของนางส่งไปถึงหูหลินจิ้น ฉู่เลี่ยง เว่ยหยาง และลั่วอวิ๋นเจิงอย่างชัดเจน
“ทราบแล้ว คุณหนูใหญ่!” ฉู่เลี่ยงขานเสียงดัง พลางคอยคุ้มกันเว่ยหยางไว้ข้างกาย ป้องกันไม่ให้ถูกฝูงชนเบียดแยกจากกัน
ลั่วอวิ๋นเจิงกระชับพัดพับในมือ พร้อมกวาดสายตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
หลินจิ้นมีสีหน้าสงบนิ่ง สายตาคมกริบกวาดผ่านฝูงชนที่กำลังโกลาหล ก่อนก้าวตามเสิ่นชิงฉืออย่างมั่นคง
เขาแผ่ญาณออกไปคอยสังเกตความเคลื่อนไหวโดยรอบ และสัมผัสได้ว่ามีสายตาไม่ประสงค์ดีไม่น้อยกวาดมองผู้คนไปมา ราวกับกำลังเสาะหาเหยื่อ
“ช่างวุ่นวายเสียจริง” หลินจิ้นพึมพำในใจ มือที่กำกระบี่หนิงซวงอยู่กลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
ทั้งห้าคนเบียดไปตามฝูงชน ไม่นานก็ถึงทางเข้าแดนลี้ลับ
กลิ่นอายเก่าแก่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมปะทะใบหน้า ปะปนด้วยกลิ่นอับเสื่อมสลายและพลังชีวิต
ภายในทางเข้ามืดสนิท ได้ยินเสียงลมคำรามแผ่ว ๆ ราวกับปากสัตว์ยักษ์ที่พร้อมกลืนกินผู้คน
“ไป!” เสิ่นชิงฉือเอ่ยเสียงต่ำ ก่อนก้าวเข้าไปเป็นคนแรก
หลินจิ้น ฉู่เลี่ยง เว่ยหยาง และลั่วอวิ๋นเจิงตามติดไปเบื้องหลัง
