ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง แหล่งรวมของผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งมีข้อพิพาทมากกว่า ตำหนักเทียนจีจึงจัดตั้งเวทีหยินหยางขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ศิษย์นอกได้สะสางความแค้น
ทุกวันจะมีศิษย์นอกขึ้นเวทีหยินหยางชำระแค้น บางคู่ถึงขั้นเซ็นสัญญาเป็นตาย ประจัญบานกันถึงชีวิตต่อหน้าธารกำนัล
เพื่อสร้างกระแส หลิวเหยี่ยพาคนมาที่เวทีหยินหยางแต่เช้า ทั้งยังเรียกพรรคพวกมิตรสหาย ไม่ช้าก็มีคนชุมนุมกว่าร้อยคน
“ศิษย์พี่หลิวเหยี่ยขึ้นเวทีหยินหยางแล้ว? เขาจะประลองกับใคร?” ศิษย์นอกที่ผ่านไปมาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ผู้มีชื่อเสียงในตำหนักเทียนจีของพวกเรา” สหายของหลิวเหยี่ยตอบอย่างมีลับลมคมใน
“ผู้มีชื่อเสียง?”
“ผู้ใดกัน? บอกมาเถิด”
เหล่าศิษย์นอกที่ตามมาดูความสนุกถูกยั่วให้อยากรู้ เอ่ยถามไม่หยุด แต่สหายของหลิวเหยี่ยกลับปิดปากเงียบ ไม่ยอมปริปากเด็ดขาด
ถูกเซ้าซี้มากเข้า ก็ตอบเพียงว่าเดี๋ยวก็รู้เอง
ยิ่งไม่พูด เหล่าศิษย์นอกก็ยิ่งสงสัย ผู้ที่คิดจะจากไปก็พากันอยู่ต่อ อยากรู้ว่าผู้มีชื่อเสียงผู้นั้นคือผู้ใดกันแน่
หลิวเหยี่ยที่ยืนอยู่บนเวทีย่อมรู้ถึงสถานการณ์เบื้องล่าง มุมปากยกยิ้มอย่างอดไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เขาจงใจให้คนทำขึ้น เพื่อสร้างกระแสให้ตนเอง
ขณะที่รอบด้านวิพากษ์วิจารณ์และคาดเดากันไปต่างๆ นานา จู่ๆ เวทีหยินหยางก็เงียบสงัดลง ทุกสายตาจับจ้องไปที่เซียวอวิ๋นซึ่งกำลังเดินเข้ามา
“ศิษย์พี่เซียวอวิ๋น?”
“ศิษย์พี่เซียวอวิ๋นมาได้อย่างไร? หรือจะกลับมาเยี่ยมเพื่อนที่ตำหนักเทียนจี แล้วแวะมาดูความสนุก?” ศิษย์นอกไม่น้อยมีสีหน้าประหลาดใจ
“ยังศิษย์พี่เซียวอวิ๋นอะไรอีก? เขาไร้ความสามารถแล้ว พวกเจ้าอย่าเรียกเขาว่าศิษย์พี่อีก และเขาไม่ได้มาหาเพื่อน แต่ถูกขับออกจากตำหนักเทียนจีแล้ว”
“พวกเจ้าไม่รู้กระมัง เดิมทีเขาจะถูกส่งกลับภูมิลำเนา แต่ตระกูลเซียวแห่งแคว้นเยียนทุ่มเทอย่างหนัก ถึงได้ที่นั่งศิษย์นอกตำหนักเทียนจีมาหนึ่งตำแหน่ง ให้เขาอาศัยอยู่ในสำนักนอกอย่างเสียมิได้”
“ข้าจะบอกความจริงให้ พวกเจ้าเซียวอวิ๋นยั่วยุศิษย์พี่หลิวเหยี่ย ทั้งยังกล่าววาจาแข็งกร้าว จะขึ้นประลองกับศิษย์พี่หลิวเหยี่ยบนเวทีหยินหยาง” สหายของหลิวเหยี่ยเริ่มกระจายข่าว
เหล่าศิษย์นอกที่ได้ยินคำพูดนี้พากันตกตะลึง หัวแถวอันดับห้าของศิษย์นอกตำหนักเทียนจีอย่างเซียวอวิ๋นถูกทำให้สิ้นสภาพในสำนักในงั้นหรือ?
แถมเกือบถูกส่งกลับภูมิลำเนา?
นี่จริงหรือเท็จ?
เมื่อศิษย์นอกเห็นชุดวรยุทธ์ศิษย์นอกตำหนักเทียนจีที่เซียวอวิ๋นสวมใส่ ความคลางแคลงที่มีอยู่บ้างก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นเชื่อสนิทใจ
เพราะไม่กี่วันก่อนเซียวอวิ๋นก็ได้รับเลือกเป็นศิษย์ใน ศิษย์ในผู้หนึ่งจะยังสวมชุดวรยุทธ์ศิษย์นอกได้อย่างไร?
ฟังคำวิพากษ์รอบด้าน หลิวเหยี่ยอดยิ้มออกมาไม่ได้ ผลลัพธ์ที่ต้องการสำเร็จแล้ว สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือถีบเซียวอวิ๋นให้ตกจากแท่นเทวะทีเดียว ให้เซียวอวิ๋นเข้าใจว่ายุคสมัยของเซียวอวิ๋นจบสิ้นแล้ว
เผชิญคำวิพากษ์รอบด้าน เซียวอวิ๋นฟังแต่ไม่ใส่ใจ
“เซียวอวิ๋น กลิ้งขึ้นมาให้ข้าฆ่าเดี๋ยวนี้!” หลิวเหยี่ยชี้หน้าเซียวอวิ๋น ตะโกนท้าทาย
“ศึกเป็นตายหรือ?” เซียวอวิ๋นมองหลิวเหยี่ย
“ขึ้นเวทีหยินหยางแล้วย่อมเป็นศึกเป็นตาย มิใช่เจ้าคิดว่าแค่ลองมือประลองฝีมือ? เจ้าเองก็เคยเป็นศิษย์นอกหัวแถวอันดับห้าของตำหนักเทียนจี แต่กลับไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่ามีคนมาแลกเปลี่ยนวิชาบนเวทีหยินหยาง? สมควรแล้วที่เจ้าถูกทำลายในสำนักใน ด้วยสมองเช่นนี้ ต่อให้ให้โอกาสเจ้ากลับไปอีกครั้ง ก็ต้องถูกคนอื่นเล่นงานอยู่ดี” หลิวเหยี่ยหัวเราะเยาะ
สหายของหลิวเหยี่ยพากันหัวเราะกิ๊วก๊าว ชี้นิ้วเย้ยหยันเซียวอวิ๋น
ศิษย์นอกคนอื่นก็อดส่ายหัวไม่ได้ ภาพลักษณ์ของศิษย์พี่เซียวอวิ๋นในใจพังทลายสิ้น
เซียวอวิ๋นไม่สะทกสะท้าน ค่อยๆ เดินขึ้นเวทีหยินหยาง
การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ผิดหวัง เพราะยามก่อนเซียวอวิ๋นลงมือ จะกระโจนทะยานสูง ท่วงท่าทั้งปราดเปรียวและสง่างาม
เซียวอวิ๋น สิ้นสภาพแล้วจริงๆ!
ศิษย์นอกที่ยังมีความหวังหลงเหลืออยู่เล็กน้อยพากันถอนหายใจ
“ขึ้นเวทีหยินหยางแล้ว ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นกับเจ้าอีกต่อไป” หลิวเหยี่ยหัวเราะเย็น
“เจ้าเกลียดข้ามาก?” เซียวอวิ๋นมองหลิวเหยี่ย ครั้งหนึ่งทั้งสองก็เคยมีมิตรภาพต่อกัน
“เกลียดจนอยากให้เจ้าตาย เดิมทีเจ้าเข้าสำนักในไปแล้ว ข้าคิดว่าหมดโอกาส ไม่คิดว่าเจ้าจะถูกทำลาย เซียวอวิ๋น เจ้าคงไม่คิดว่าตัวเองมีวันนี้?” หลิวเหยี่ยกล่าวจบก็ทะยานขึ้น ใช้ขาฟาดลงเหมือนแส้
เซียวอวิ๋นถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ตึง!
แส้ขากระแทกพื้น สะเทือนจนเวทีหยินหยางสั่นเล็กน้อย
“วิ่งหนีเก่งไม่เบา ข้าจะดูว่าเจ้าอึดได้นานแค่ไหน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าทะเลปราณของเจ้าเหลือเพียงสามส่วน” หลิวเหยี่ยรุกไม่หยุด ขาที่ตวัดฟาดดุจแส้หนักหน่วง ทุกกระบวนท่าหวังปลิดชีพ บีบให้เซียวอวิ๋นถอยร่นตลอด
ยิ่งเซียวอวิ๋นถอย หลิวเหยี่ยก็ยิ่งฮึกเหิม ลงมือหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เหล่าศิษย์นอกมองออกแล้วว่าระดับของเซียวอวิ๋นเป็นเช่นไร เซียวอวิ๋นสิ้นสภาพจริง
ทั้งที่มีระดับลมปราณขั้นหก แต่พลังปราณกลับอ่อนแรง เห็นได้ชัดว่าราวกับที่หลิวเหยี่ยบอก ทะเลปราณของเซียวอวิ๋นเหลือเพียงสามส่วน
เซียวอวิ๋นหลบหลีกไปมา ชั่วคราวยังพอเลี่ยงได้ แต่ครั้นถึงยามที่พลังปราณร่อยหรอเกินไป เขาจะยังหลบได้อีกหรือ?
“อดีตศิษย์นอกหัวแถวอันดับห้า ตอนนี้กลับสิ้นสภาพถึงเพียงนี้...”
“สรรพสิ่งไม่แน่นอน ต่อให้เมื่อก่อนเก่งกาจเพียงใด ตอนนี้ก็เป็นแค่คนไร้ค่าแล้ว”
“เซียวอวิ๋นพ่ายแน่” ศิษย์นอกพากันส่ายหัว
ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถูกบีบให้ถอยมาถึงขอบเวทีหยินหยางแล้ว เบื้องหลังเป็นหุบเหวลึกหมื่นจั้ง หากตกไปมีแต่ตายสถานเดียว
“เซียวอวิ๋น ข้าจะดูว่าเจ้ายังหลบไปไหนได้!” หลิวเหยี่ยแสยะยิ้มเหยียดหยัน ใช้แส้ขากวาดเข้าหาเซียวอวิ๋น
“เฮ้อ!”
เซียวอวิ๋นถอนหายใจฉับพลัน แล้วชกหมัดหนึ่งออกไป
พันชั่งหมัด!
เสียงปราณระเบิดกึกก้องสนั่นหู
เหล่าศิษย์นอกที่อยู่ล้อมรอบเวทีหยินหยางรู้สึกหูอื้อขึ้นมาทันใด ไม่ได้ยินเสียงใดๆ
หมัดทะลวงผ่านแส้ขา กระแทกเข้ากลางอกของหลิวเหยี่ยอย่างจัง หลิวเหยี่ยรู้สึกเหมือนถูกอสูรที่บ้าคลั่งพุ่งเข้าชน ซี่โครงหักยุบตามกำลังที่พุ่งเข้าใส่ในทันที
พรวด!
หลิวเหยี่ยที่ปลิวกระเด็นออกไปล้มลงบนพื้น เลือดพุ่งออกมาจากปากอย่างห้ามไม่อยู่
ศิษย์นอกที่เฝ้าดูต่างตะลึงงัน
“เมื่อครู่คือวิทยายุทธ์อะไร...”
“คล้ายพันชั่งหมัด...”
“พูดจาไร้สาระ พันชั่งหมัดที่ไหนจะมีพลังรุนแรงถึงเพียงนี้”
“หมัดนั้นมีพลังเทียบเท่าวิทยายุทธ์ระดับเหลืองขั้นล่างได้เลย ไม่ใช่พันชั่งหมัดแน่ เพียงแต่ดูคล้าย อาจเป็นวิทยายุทธ์ระดับเหลืองขั้นล่างอื่นที่ใกล้เคียงกัน” ศิษย์นอกอาวุโสผู้หนึ่งกล่าว
เวลานี้ เซียวอวิ๋นเดินมาถึงตรงหน้าหลิวเหยี่ย
หลิวเหยี่ยที่ถูกโจมตีอย่างหนักมีใบหน้าซีดเผือด กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยายามคลานเข่าถอยหนีตามสัญชาตญาณ
“จะเอาชนะเจ้า หมัดเดียวก็เกินพอ เมื่อครู่ที่ข้าไม่ออกมือ เป็นเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่า ดูว่าเจ้าจะใจอ่อนหรือไม่ หากเจ้าไม่ผลักข้ามาจนถึงขอบผา ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่เจ้าบีบให้ข้าถอยมาจนถึงขอบผา เช่นนั้นข้าก็ต้องลงมือส่งเจ้าเอง” เซียวอวิ๋นกล่าวช้าๆ
“อย่าฆ่าข้า...” หลิวเหยี่ยลนลาน
เซียวอวิ๋นเหยียบเท้าลงบนคอของหลิวเหยี่ย พร้อมเสียงกระดูกแหลกละเอียดดังขึ้น หลิวเหยี่ยสิ้นใจทันที
สังหารหลิวเหยี่ยแล้ว เซียวอวิ๋นไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ
หากครานี้ปล่อยหลิวเหยี่ยไป ด้วยนิสัยของคนเช่นนี้ ต้องกลับมาหาเรื่องอีกแน่ อาจยิ่งป่าเถื่อนกว่าเดิม
แทนที่จะทิ้งภัยไว้ภายหลัง สู้ลงมือให้เด็ดขาดเสียยังดีกว่า
เซียวอวิ๋นค้นร่างของหลิวเหยี่ย ได้ถุงเงินหนึ่งใบกับตำราวิชาหนึ่งเล่ม
ส่วนถุงเงินนั้น เซียวอวิ๋นไม่ได้สนใจ เปิดดูตำราวิชาเพียงผ่านๆ แล้วก็เก็บเข้าไว้ ในเมื่อที่นี่คนมากเกินไป เก็บไว้กลับไปค่อยดูทีหลัง
ขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังจะก้าวลงจากเวทีหยินหยาง เสียงกัมปนาทก็ดังมาจากเบื้องสูง
พลุกระจายเต็มท้องนภาเหนือตำหนักเทียนจี พลุเหล่านั้นงดงามตระการตา โปรยปรายจากฟากฟ้าไม่จางหาย เรียกความสนใจจากทุกคนได้ในบัดดล
เวลานั้น เสียงทรงอำนาจของเจ้าตำหนักเทียนจีดังก้องจากฟากฟ้า “ขอแสดงความยินดีที่หลิงอวี่จีศิษย์แกนกลางแห่งสำนักเรา ได้เป็นศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนักอย่างเป็นทางการ”
อะไรนะ?
หลิงอวี่จีได้เป็นศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนักแล้ว?
ตำหนักเทียนจีเกิดเสียงอื้ออึงสนั่นหวั่นไหว ทุกคนบนใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
พึงรู้ว่าศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนักหาใช่ศิษย์ธรรมดา แต่มีโอกาสสูงที่จะถูกฝึกฝนให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักในอนาคต
หลิงอวี่จีก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในชั่วข้ามคืน...
เหล่าศิษย์ตำหนักเทียนจีเต็มไปด้วยความริษยา จะอิจฉาอะไรพวกเขาได้เล่า
พวกเขาเป็นเพียงศิษย์นอก แม้แต่จะเป็นศิษย์ในก็ยังยากเย็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิษย์แกนกลางเลย ส่วนศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนักนั้น เป็นสิ่งที่ได้แต่ปรารถนาไม่มีวันเอื้อมถึง
เซียวอวิ๋นมองพลุบนฟ้าไกลออกไป กำหมัดแน่น “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนัก หรือสิ่งใด ภายในสามเดือน ข้าจะยึดเมล็ดพันธุ์ภูติยุทธ์คืน และให้เจ้าชดใช้สิ่งที่ทำไว้อย่างสาสม!”