ปลายเดือนตุลาคม สายลมในเมืองหลวงพลันหนาวเย็นลง ใบไม้เหลืองร่วงหล่นลงมาเป็นครั้งคราว
ป่าแปะก๊วยหลังอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยใบไม้ร่วงหนาเตอะ เหลืองทองอร่ามไปทั่ว
ทุกปีเมื่อถึงฤดูกาลนี้ ในป่าจะมีนักศึกษามาถ่ายรูปเช็กอินกันแน่นขนัด กลุ่มละสองสามคนถือโทรศัพท์ ยืนโพสท่าต่าง ๆ หน้ากล้อง
เย่ซีสะพายกระเป๋าผ้าไว้ข้างหนึ่ง สอดมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ต มีหูฟังสีขาวคล้องอยู่ที่หู ยืนอยู่บนทางเดินเล็ก ๆ ที่มุ่งสู่ป่าแปะก๊วย พลางคุยโทรศัพท์กับกวนซูเยว่ เพื่อนสนิทของเธอ
“ซีซี รู้ไหม?” เสียงกวนซูเยว่จากปลายสายเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบเก็บไว้ไม่อยู่ “ฉันเพิ่งได้ยินมาว่า ซีรีส์เรื่องใหม่ของกู้ซีโหลวถ่ายทำในเมืองหลวง สถานที่ถ่ายทำอาจเป็นมหาวิทยาลัยเมืองหลวงของเธอด้วย!”
“จริงเหรอ?” เย่ซียิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ ปลายเท้าเตะใบไม้ข้างเท้าเบา ๆ “งั้นเธอมาหาฉันสิ เราไปตามดูตอนถ่ายทำด้วยกัน ดีไหม?”
กวนซูเยว่กับเย่ซีเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย และยังเป็นเพื่อนสนิทกันที่สุดด้วย
มหาวิทยาลัยของทั้งคู่ไม่ได้อยู่เมืองเดียวกัน กวนซูเยว่เรียนการแสดงอยู่มณฑลเจ้อ ส่วนเย่ซีสอบเข้ามหาวิทยาลัยครูในเมืองหลวง
ครั้งล่าสุดที่เจอกันคือช่วงปิดเทอมฤดูร้อน
ปลายสายเงียบไปสองวินาที ก่อนจะมีเสียงกวนซูเยว่พูดอย่างน้อยใจ “ซีซี... พ่อฉันนัดผู้กำกับคนหนึ่งไว้สัปดาห์หน้า อยากช่วยหาบทให้ฉัน ฉันไปไม่ได้แล้วอะ! เศร้าจัง—”
“เด็กดี ลูบหัว ๆ ไม่ต้องเศร้านะ คราวหน้าต้องมีโอกาสแน่” เย่ซีพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เธอรู้ว่ากวนซูเยว่ชื่นชมกู้ซีโหลวมากแค่ไหน
ตระกูลกวนมีลูกสาวเพียงคนเดียวในสามรุ่น ทุกคนรักและทะนุถนอมกวนซูเยว่ราวกับแก้วตาดวงใจ แต่คุณหนูคนนี้กลับไม่สนใจบริษัทของครอบครัวเลย เธอทุ่มเทให้กับการแสดงอย่างสุดตัว
พ่อกับพี่ชายของกวนซูเยว่ขัดใจเธอไม่ลง จึงได้แต่เชิญครูสอนการแสดงชื่อดังของประเทศมาสอนพิเศษให้เป็นการส่วนตัว ทั้งยังจัดผู้จัดการที่ไว้ใจได้ให้ เริ่มจากบทเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ฝึกฝนไปทีละขั้น
“ช่วงนี้ฉันมีเรียนไม่เยอะ” เย่ซีบอก “ถ้าถ่ายทำที่มหาวิทยาลัยเราจริง ๆ ฉันจะไปดู เผื่อขอลายเซ็นให้เธอได้”
เธอทนเห็นกวนซูเยว่เศร้าไม่ได้
“ไม่ต้องหรอก” กวนซูเยว่บอก “คนระดับเขา คนมามุงดูต้องเยอะแน่ ๆ เธอแขนขาเล็กนิดเดียว เดี๋ยวโดนเบียดจนเจ็บตัวอีก”
ยิ่งพูด กวนซูเยว่ก็ยิ่งจินตนาการภาพออกมาได้ชัด เย่ซีสูงแค่ร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร ถูกเบียดอยู่กลางฝูงชนจนโงนเงนไปมา บางทีรองเท้าอาจถูกเหยียบหลุดด้วยซ้ำ
กวนซูเยว่กลั้นหัวเราะไม่อยู่
“เธอคิดว่าฉันบอบบางเกินไปแล้วนะ”
“ก็เธอบอบบางจริง ๆ นี่นา?” กวนซูเยว่ขึ้นเสียง “รอดูเลย ไม่ต้องไปหรอก ไว้ต่อไปฉันจะได้ร่วมงานกับกู้ซีโหลวแน่นอน! ถึงตอนนั้นฉันจะพาเธอไปด้วย ไม่ใช่แค่กู้ซีโหลวนะ เราจะไปดูหนุ่มหล่อสาวสวยทั้งวงการบันเทิงให้หมดเลย!”
กวนซูเยว่ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงแฝงความภูมิใจจนแทบทะลุฟ้า
“อื้ม ฉันจะรอนะ” เย่ซีตอบอย่างจริงจัง “ฉันรู้ว่าเธอทำได้แน่นอน”
เธอไม่ได้พูดเอาใจ แต่คิดอย่างนั้นจริง ๆ
ตระกูลกวนมีพื้นฐานมั่นคง ตัวกวนซูเยว่เองก็มีคุณสมบัติดี มีพรสวรรค์ ขยัน และมีครูเก่งคอยชี้แนะ ถึงจะรับประกันไม่ได้ว่าจะก้าวไปถึงจุดสูงสุด แต่ในอนาคตวงการบันเทิงต้องมีที่ยืนให้เธอแน่นอน
คุยกันต่ออีกสองสามประโยคแล้วจึงวางสาย
เย่ซีก้มมอง เห็นข้อความที่ยังไม่ได้อ่านในวีแชต เป็นข้อความที่โจวอิ๋ง แม่ของเธอส่งมาเมื่อสิบนาทีก่อน
“ลูกจ๋า แม่เจอเพื่อนเก่าคนหนึ่ง เขาชวนเราไปกินข้าวด้วยกัน จองร้านไว้แล้ว ชื่อเฟิงหัวเยี่ยน ห้อง 208 เดี๋ยวลูกเรียกรถไปที่นั่นได้เลยนะ”
ด้านล่างแนบตำแหน่งที่ตั้งมาด้วย เธอตอบกลับไปว่า “ได้ค่ะ” แล้วเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อโค้ต ก่อนเดินไปตามทางเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่ประตูมหาวิทยาลัย
สายลมพัดผ่าน ใบแปะก๊วยเหนือศีรษะร่วงกราวลงมา
ลมเย็นพัดเส้นผมของเธอปลิว แสงอาทิตย์ยามเย็นโอบล้อมร่างไว้ อ่อนโยนและเจิดจ้า ให้ความรู้สึกสงบงดงามราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง
ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกัน มีชายร่างสูงคนหนึ่งสวมชุดลำลองสีดำ สวมหมวกแก๊ปกับหน้ากากอนามัย
ชายคนนั้นเหลือบมองด้านข้าง แล้วบังเอิญเห็นภาพตรงหน้า
ทั้งคู่ต่างคิดว่าในยามบ่ายเช่นนี้ ภาพตรงหน้าก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดาเท่านั้น
เย่ซีไม่ได้ใส่ใจมากนัก เดินตรงไปยังประตูมหาวิทยาลัย
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดลอดเข้าคอเสื้อ เธอหดคอแล้วดึงปกเสื้อโค้ตขึ้น
เมื่อถึงเฟิงหัวเยี่ยนก็เป็นเวลาหกโมงครึ่งแล้ว
แสงไฟยามค่ำคืนเริ่มส่องสว่าง แสงสีเหลืองนวลปกคลุมภัตตาคารเก่าแก่แห่งนี้ ให้บรรยากาศสง่างามหรูหรา พนักงานหญิงในชุดกี่เพ้ายิ้มพลางเปิดประตูให้เธอ
เย่ซีเดินตามพนักงานไปยังห้องส่วนตัวหมายเลข 208 บนชั้นสอง แล้วยกมือเคาะประตูเบา ๆ
“เข้ามา” เสียงผู้ชายทุ้มหนักดังมาจากด้านใน
เธอผลักประตูเข้าไป
ห้องส่วนตัวไม่ใหญ่นัก แต่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม บนผนังแขวนภาพวาดทิวทัศน์หมึกจีน
ชายวัยประมาณห้าสิบปีนั่งอยู่ตรงที่นั่งประธาน เขาสวมแว่นกรอบดำกับเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงท่อนแขนอย่างสบาย ๆ
เพียงนั่งอยู่ตรงนั้นก็เผยให้เห็นความสุภาพสง่างามที่ผ่อนคลายและไม่เคร่งขรึม
โจวอิ๋งนั่งอยู่ทางขวามือของเขา
“นี่คือซีซีใช่ไหม?” สายตาของลู่ชิงหวยจับอยู่ที่ตัวเธอ ชั่วขณะหนึ่งเขานิ่งงันไป
บางทีอาจเป็นเพราะลูกสาวของคนคุ้นเคยมีเค้าหน้าคล้ายคนคุ้นเคย เย่ซีจึงทำให้เขารู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง
“ซีซี นี่คือลุงลู่ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของแม่ รีบทักทายสิ” โจวอิ๋งยิ้มพลางลุกขึ้น เดินไปยืนข้างลูกสาว
วันนี้โจวอิ๋งสวมเสื้อไหมพรมสีขาวนวล มัดผมไว้ด้านหลัง บุคลิกอ่อนโยนละมุนละไม
เย่ซีได้รับพื้นฐานหน้าตาดีจากแม่ ผิวขาวเนียน ใบหน้าละมุน เพียงแต่ดูอ่อนเยาว์แบบเด็กสาวมากกว่าโจวอิ๋งอยู่หลายส่วน
“สวัสดีค่ะคุณลุงลู่” เย่ซีเอ่ยทักอย่างสุภาพ น้ำเสียงใสกังวาน
“ดี ๆ สวัสดี” ลู่ชิงหวยเอ่ย น้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เขาตั้งสติแล้วชี้ไปยังที่นั่งข้างตัว “มา ๆ นั่งเร็ว”
เย่ซีหันไปมองแม่โดยไม่รู้ตัว สายตาเต็มไปด้วยคำถาม
โจวอิ๋งถอนหายใจในใจ แต่ใบหน้ายังคงยิ้มอย่างเหมาะสม “รุ่นพี่บอกไม่ใช่เหรอว่าเดี๋ยวจะมีคนมาอีก ซีซีนั่งข้างแม่เถอะ”
“ค่ะ แม่” เย่ซีรีบแขวนกระเป๋าผ้ากับเสื้อโค้ตไว้บนราว แล้วเดินตรงไปนั่งข้างโจวอิ๋ง
ถึงโต๊ะจะไม่ใหญ่ แต่ที่นี่เป็นสถานที่และผู้คนแปลกหน้า ถ้าไม่ได้นั่งติดแม่ เธอก็รู้สึกไม่ปลอดภัย
ลู่ชิงหวยชักมือกลับ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ หนึ่งครั้ง น้ำเสียงทำเป็นไม่ใส่ใจ “ปีนี้ซีซีเรียนอยู่ชั้นปีไหนแล้ว?”
“ปีสี่ค่ะ” เย่ซียิ้มตอบ “ปีหน้าก็เรียนจบแล้ว”
ในใจลู่ชิงหวยปั่นป่วนดุจคลื่นยักษ์ ปีสี่ก็ต้องอายุยี่สิบสองแล้ว
เขาเหลือบมองโจวอิ๋งอย่างไร้พิรุธ โจวอิ๋งหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบอย่างสงบ ไม่ได้มองเขา
แต่มีเพียงโจวอิ๋งเท่านั้นที่รู้ว่าความสงบภายนอกไม่ได้สะท้อนความรู้สึกจริงของเธอเลย ตั้งแต่ตัดสินใจพาเย่ซีมาอยู่ตรงหน้าเขา เธอก็คิดไว้แล้วว่าเขาคงสงสัย เพียงแต่ไม่คิดว่าแค่มองเพียงครั้งเดียว เขาก็เริ่มระแวงขึ้นมา
“เรียนสาขาอะไร?” สีหน้าของเขายังคงเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเมตตาแบบผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก เขาก้มหน้ารินชาให้ตัวเองเพิ่มครึ่งถ้วย
“ครุศาสตร์ค่ะ”
“ครุศาสตร์ดีนะ” เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ น้ำชาร้อนจัดไหลลงคอ ช่วยกดความปั่นป่วนในใจไว้ “ใกล้เรียนจบแล้ว มีแผนอะไรหรือยัง?”
“อืม หนูอยากกลับไปเมืองจิ้นหลังเรียนจบค่ะ”
บ้านเกิดของเย่ซีคือเมืองจิ้น เมืองระดับสองที่นั่งรถไฟความเร็วสูงจากเมืองหลวงไปสามชั่วโมง
การกลับไปอยู่กับพ่อแม่และน้องชาย แล้วหางานที่มั่นคงทำ เป็นความปรารถนาของเธอมาตลอด
“หนูจะเตรียมสอบสมัครงานครูของโรงเรียนแถวนั้น อยากเป็นครูประถมค่ะ”
เย่ซียิ้มบาง ๆ ลักยิ้มสองข้างปรากฏตรงมุมปาก ดวงตาและคิ้วเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อชีวิตในอนาคต
ลู่ชิงหวยเงียบไป
เขาถอดแว่น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดนวดสันจมูก พอสวมแว่นกลับเข้าไป ความไหววูบในดวงตาก็ถูกกดเก็บลงแล้ว มีเพียงมุมปากที่ขึงตึงขึ้นเล็กน้อย
รอยยิ้มของเย่ซีค่อย ๆ จางหาย เธอมองแม่อย่างงุนงง พูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?
โจวอิ๋งถอนหายใจในใจอีกครั้ง มือที่อยู่ใต้โต๊ะตบหลังมือของลูกสาวเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
