ภายในสำนักงานบริษัทพี่น้องหัวอี้
หวังจงเหล่ยก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อครู่เพิ่งถูกพี่ชายตำหนิยกใหญ่ ในใจทั้งเสียใจทั้งอัดอั้น จนตระหนักได้ว่าความหุนหันของตัวเองก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว
หวังจงจวินนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหาร ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ สีหน้าดูสงบนิ่ง ทว่าความจริงกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอยู่ในใจ
คนนอกเห็นเพียงว่าตอนนี้หัวอี้ผงาดเป็นผู้นำวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์เอกชนของประเทศ แต่ไม่รู้เลยว่าบริษัทระดับยักษ์ใหญ่แห่งนี้ เขาเป็นคนฉุดขึ้นมาจากปากเหวด้วยมือตัวเอง
หวังจงจวินรู้ดีว่าแท้จริงแล้ว วิธีการและความเด็ดขาดของเขาไม่ได้นุ่มนวลอย่างที่เห็นภายนอกเลย
เขามองหวังจงเหล่ยแล้วถามว่า
“นายคิดว่าพี่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หรือ?”
“คิดว่าอีกฝ่ายมีเงินสดอยู่ในมือห้าหมื่นล้าน เราควรยอมอ่อนข้อ ควรยอมแพ้หรือ?”
หวังจงเหล่ยพยักหน้าอย่างลังเล ก่อนเอ่ยว่า
“พี่ อีกฝ่ายมีทุนหนาเกินไปจริง ๆ นั่นเงินหมุนเวียนตั้งห้าหมื่นล้านเชียวนะ คนรวยระดับนี้ เราไม่จำเป็นต้องสู้กันจนตายหรอกมั้ง?”
“อีกอย่างเขายังมีเส้นสายในหน่วยงานรัฐด้วย ถ้าปะทะกันตรง ๆ ความเสี่ยงสูงเกินไป”
ในมุมมองของเขา วิธีจัดการเรื่องนี้ที่ดีที่สุดคือยุติเรื่องเสีย ลดกระแส แล้วปล่อยให้ผ่านไปเงียบ ๆ ไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรูที่มีทรัพย์สินมหาศาลขึ้นมา
ได้ยินเช่นนั้น หวังจงจวินก็หัวเราะเยาะเบา ๆ
“นายยังมองการณ์แคบเกินไป มองเห็นแต่เงินตรงหน้าว่ามากหรือน้อย แต่ไม่เข้าใจกฎการอยู่รอดในวงการบันเทิง”
เขาลุกขึ้นยืน มองทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันคึกคักของเมืองหลวงนอกหน้าต่าง
“ลืมเรื่องที่หวังจิงฮวาออกจากบริษัทไปเมื่อก่อนแล้วหรือ?”
พอพูดถึงเรื่องเก่า หวังจงเหล่ยก็เงียบไป
คนเก่าแก่ในวงการต่างรู้ดีว่า ตอนนั้นหวังจิงฮวาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้จัดการศิลปินอันดับหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ เธอพาศิลปินกว่าครึ่งของหัวอี้ถอนตัวออกไปพร้อมกัน แทบจะขนทรัพย์สินของบริษัทไปจนเกลี้ยง ทั้งวงการต่างรอดูหัวอี้ล้มละลาย ตั้งตารอหัวเราะเยาะสองพี่น้องตระกูลหวัง
