หลังประชุมเช้าเลิก สมาชิกทีมต่างแยกย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ หลงจ้านเทียนกลับถึงห้องทำงาน เพิ่งชงชาได้ถ้วยหนึ่ง ยังไม่ทันได้นั่งให้เต็มก้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เขาเงยหน้ามอง เห็นซุนเหว่ย หนุ่มเจ้าเล่ห์คนนั้น
ในมือซุนเหว่ยถือถุงกระดาษขนาดพอดี ยืนอยู่หน้าประตูพร้อมก้มตัวเล็กน้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้มที่กะมาอย่างพอเหมาะ “หัวหน้าหลง ขอรบกวนสักครู่ครับ”
หลงจ้านเทียนพยักหน้าเป็นเชิงให้เข้ามา แล้วรินชาให้เขาอีกถ้วย วางลงบนโต๊ะน้ำชา “ซุนเหว่ย เชิญนั่ง”
ซุนเหว่ยชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่คิดว่าหัวหน้าที่เพิ่งเข้าทำงานเมื่อวานจะเรียกชื่อเขาได้ทันที
ระหว่างนั่งลง เขาก็คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว มีคนตั้งยี่สิบสองคน เช้านี้เพิ่งเจอกันตอนประชุมแค่ครั้งเดียว เขาจำชื่อผมได้ยังไง?
เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า สำหรับหน่วยรบพิเศษระดับแนวหน้าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ การจำชื่อกับใบหน้าให้แม่นยำอย่างรวดเร็วเป็นเพียงทักษะพื้นฐานเท่านั้น
ซุนเหว่ยกลับมายิ้มได้อย่างรวดเร็ว เขาวางถุงกระดาษลงบนโต๊ะน้ำชาแล้วค่อย ๆ เลื่อนไปทางหลงจ้านเทียน “หัวหน้าครับ นี่เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกพี่น้องครับ”
หลงจ้านเทียนมองรูปทรงกับน้ำหนักของถุงกระดาษแวบหนึ่ง—บุหรี่สองคอต สายตาเลื่อนจากถุงขึ้นไปยังใบหน้าซุนเหว่ย แววตาเต็มไปด้วยคำถาม แม้ไม่เอ่ยปาก แต่ความหมายชัดเจนว่า นี่หมายความว่าอะไร?
ซุนเหว่ยถูกมองจนเริ่มอึดอัด เขาเกาท้ายทอยแล้วเสริมอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อยว่า “แค่น้ำใจนิดหน่อยครับ หัวหน้าคนก่อนก็รับกันทุกคน ถือเสียว่า...เป็นน้ำใจจากพวกพี่น้องครับ”
หลงจ้านเทียนเข้าใจทันที ที่แท้ก็มาผูกไมตรีนี่เอง คนแบบนี้ในกองทัพไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบ มักถูกมองว่าเจ้าเล่ห์เกินไป แต่ในสังคม คนแบบนี้กลับมักก้าวหน้าได้ไกลที่สุด เขาไม่ได้รังเกียจคนแบบนี้ เพียงแต่ไม่เล่นด้วย
