หลงจ้านเทียนค่อย ๆ สงบใจที่กำลังปั่นป่วน เก็บรูปถ่ายไว้อย่างทะนุถนอม ก่อนหันไปมองหลินชิงเสวี่ย สีหน้าก็กลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขากระแอมเบา ๆ พยายามทำให้เสียงฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด “ชิงเสวี่ยน้องสาว ไปกันเถอะ พี่เลี้ยงข้าวเอง เราไปกินมื้อดี ๆ กัน!”
หลินชิงเสวี่ยถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แล้วรีบโบกมือปฏิเสธ “เทียนกอ ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูไม่หิว พี่ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้” เธอพูดเร็วรัว ราวกับกลัวอีกฝ่ายจะชิงพูดนำไปก่อน
หลายปีที่ใช้ชีวิตคนเดียวทำให้เธอชินกับการกินวันละสองมื้อไปแล้ว มื้อหนึ่งตอนสิบโมงเช้า อีกมื้อตอนสี่โมงเย็น แค่กินให้อิ่มท้องก็พอ
การเลี้ยงข้าวเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับชีวิตของเธอ
หลงจ้านเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจทันทีว่า หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ไม่หิว แต่แค่เสียดายเงิน
หัวใจเขาพลันปวดแปลบ แต่สีหน้าไม่เผยให้เห็น กลับจงใจลูบท้องตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเจือความจนใจ “น้องชิงเสวี่ย ดูสิ นี่ก็เที่ยงแล้ว ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ ถ้าน้องไม่หิว ก็ถือว่ามานั่งกินเป็นเพื่อนคนหิวอย่างพี่สักมือนได้ไหม”
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหลินชิงเสวี่ยก็แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย อีกฝ่ายเดินทางไกลมาหาเธอ แต่เธอกลับไม่ทันนึกถึงเรื่องเลี้ยงข้าวสักมื้อ ช่างไม่สมควรจริง ๆ
เธอแอบสอดมือเข้าไปในกระเป๋า ปลายนิ้วสัมผัสธนบัตรสองใบที่ยับยู่ยี่ เงินสองร้อยหยวนคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเธอในช่วงครึ่งเดือนหลัง
