“โกรธไปแล้วได้อะไร?” อวิ๋นเฉินถอนหายใจ ทำท่าราวกับผ่านโลกมามาก “ฉันชินแล้ว คนจากไอเซ่อหลี่อย่างพวกเราโดนคนมองเหยียดมากกว่าพวกดาวว่านอิ้นตั้งเยอะ”
อย่างน้อยดาวว่านอิ้นก็ยังเป็นใหญ่ในหมู่ดาวระดับล่าง ส่วนไอเซ่อหลี่เป็นแค่ที่สอง
ส่วนโลกสีน้ำเงินซึ่งเป็นดาวแม่ของเธอ... ช่างเถอะ เพิ่งเข้ามาในโลกเกมนี้ได้ไม่กี่เดือน ต้องให้เวลาพวกเขาเติบโตบ้าง
“ในเมื่อคุณใส่ใจสายตาคนอื่นขนาดนั้น ทำไมถึงยังมาเล่นด่านยากระดับนี้ล่ะ? ที่นี่มีแต่ตัวเก่ง ๆ ทั้งนั้น”
เสียนมู่ย้อนถามว่า “แล้วคุณมาทำไม?”
แววตาของอวิ๋นเฉินหม่นลง “ฉัน... เหลือโควตาความพ่ายแพ้อีกแค่ครั้งเดียว แทนที่จะต้องคอยหวาดระแวง กระเสือกกระสนเอาตัวรอดอยู่ในด่านง่าย ๆ สู้มาลองเสี่ยงที่นี่ดีกว่า ถ้าชนะ... ต่อให้โอกาสมีแค่หนึ่งในหมื่น ก็ยังทำให้ดาวของเราภาคภูมิใจได้ ถ้าแพ้ก็ตายไปเลย อย่างน้อยก็จบเร็วดี”
เสียนมู่นิ่งอึ้ง
คำพูดเหล่านั้นคล้ายไปสะกิดบางสิ่งในส่วนลึกของจิตใจเขา
“คุณหุนหันกว่าผมอีก” เขาพูดเสียงเบา “คุณไม่น่ามาที่นี่เลย”
“ตอนนี้เสียใจไปก็ไม่ทันแล้ว” อวิ๋นเฉินยิ้มขื่น “แล้วคุณล่ะ?”
เสียนมู่กล่าวว่า “คุณคงเคยได้ยินเรื่องผู้เล่นหน้าใหม่จากโลกสีน้ำเงินคนนั้นใช่ไหม? ‘คนอ่อนแอ น่าสงสาร และไร้ที่พึ่ง’”
อวิ๋นเฉินเลิกคิ้ว “คนที่อยู่อันดับ 21 ในกระดานจัดอันดับน่ะเหรอ?”
“ใช่ คนนั้นแหละ” แววตาของเสียนมู่ลุกโชนด้วยความคลั่งไคล้ “ผมคิดว่า ในเมื่อผู้หญิงจากโลกสีน้ำเงินคนนั้นยังสร้างปาฏิหาริย์ได้ แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้? ขอแค่ผ่านด่านนี้ไปได้ ผมก็จะกลายเป็นคนอันดับหนึ่งของดาวว่านอิ้น! ต่อไปจะไม่มีใครกล้าดูถูกผมอีก!”
