“นี่ก็แสดงว่าเธอเองไม่ได้เสียสละเพื่อคนอื่นอย่างที่แสดงออกมาสินะ” รอยยิ้มของอวิ๋นเฉินจางหาย น้ำเสียงเย็นชาอยู่บ้าง “ช่างเถอะ จะทำไปทำไม? ยอมเปิดไพ่ตายทั้งหมดเพื่อไปเป็นผู้กอบกู้โลก แถมเกมนี้ก็ยังอีกยาวไกล เธอรู้ได้ยังไงว่าในอนาคตจะไม่มีผู้เล่น ‘ตัวแปร’ ที่เก่งกว่าฉัน และเปลี่ยนแปลงอนาคตได้มากกว่าฉันอีก?”
ประโยคสุดท้ายนั้นราวกับสายฟ้าฟาด ปลุกหวนเสวี่ยหลิงให้ตื่นจากภวังค์
จริงด้วย คนที่ติดอยู่ที่นี่คือผู้เล่นทุกคน ไม่ใช่เธอคนเดียว แล้วทำไมเธอต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนอื่นด้วย?
หากมอบไพ่ตายทั้งหมดให้ไปจริง ๆ จนพลังของตัวเองถดถอย แล้วดันมาตายในด่านถัด ๆ ไปเพราะแพ้เกมหรือสู้คนอื่นไม่ได้ สิ่งที่เธอทุ่มเทไปในตอนนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องน่าขันไม่ใช่หรือ?
หวนเสวี่ยหลิงก็แค่อยากมีชีวิตรอด ไม่ใช่นักบุญผู้ช่วยสรรพชีวิต เธอทำแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ
เมื่อเห็นคิ้วที่คลายออกของหวนเสวี่ยหลิง อวิ๋นเฉินก็รู้ว่าผู้เล่นระดับสูงคนนี้คิดหาทางออกให้ตัวเองได้แล้ว
“เอาละ คุยเรื่องไร้สาระจบแล้ว”
จู่ ๆ อวิ๋นเฉินก็หมุนคอ ดวงตาที่เคยเกียจคร้านพลันเปี่ยมไปด้วยแววคุกคาม
“ถึงเวลาทำธุระจริง ๆ แล้ว”
“ฉันจะนับถึงสาม!”
คิดว่ามีแต่เธอที่ทำให้คนทั้งกลุ่มตกอยู่ในสถานะใบ้หรือไง? ขอโทษที ฉันก็มีเหมือนกัน!
อวิ๋นเฉินกำลังเดิมพัน
เธอเดิมพันว่าหวนเสวี่ยหลิงไม่มีการ์ดที่ต้านทานการควบคุมระดับดาวเหนือชั้นได้
แต่น่าเสียดาย หวนเสวี่ยหลิงมีจริง ๆ
เพราะอวิ๋นเฉินเห็นเธอหยิบการ์ดออกมาแล้ว
แต่ไม่เป็นไร ไพ่ตายของอวิ๋นเฉินเร็วกว่า
