นครเทียนเหอไม่เคยเงียบงันถึงเพียงนี้มาก่อน
เมื่อวานจวนเจ้าเมืองยังมีรถม้าขวักไขว่ เสียงผู้คนอึกทึกครึกโครม แต่วันนี้ป้ายหน้าจวนกลับถูกเปลี่ยนไปแล้ว
อักษรสามคำว่า “หอหลงยวน” เขียนอย่างพลิ้วไหวราวมังกรทะยานหงส์ร่ายรำ มิได้เป็นฝีมือของยอดนักอักษร หากแต่ใช้พลังนิ้วสลักลงบนป้ายเหล็กดำอย่างแข็งกร้าว ทุกขีดทุกเส้นแผ่กลิ่นอายอำนาจบาตรใหญ่ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดโต้แย้ง
ใต้หอคอยและสองฟากถนนใหญ่ ผู้คนที่เคยคุกเข่าได้สลายตัวไปแล้ว ทว่าความหวาดกลัวที่ฝังลึกถึงกระดูกยังปกคลุมทุกหย่อมหญ้าในนครเทียนเหอ ราวกับเมฆดำทะมึน
ภายในหอหลงยวน
ชายวัยกลางคนหน้าซีดเหลือง หนวดแพะสั่นระริก นั่งหลังตรงอย่างสำรวม
เขาคือซุนเต๋อ หัวหน้าพ่อบ้านบัญชีแห่งตระกูลซุน
ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียว เขายังเป็นหนึ่งในผู้ดูแลที่มีหน้ามีตาที่สุดในนครเทียนเหอ แต่ตอนนี้กลับเป็นเพียงเครื่องมือคนแรกที่ถูกเลือกออกมาให้รับผิดชอบตรวจนับ “เครื่องบรรณาการ” ในหอหลงยวน
เบื้องหน้าเขาคือโต๊ะยาวที่ทำจากไม้เหล็กพันปี
อีกฟากของโต๊ะคือประธานหวังแห่งหอการค้า “จินอวี้หม่านถัง” ในนครเทียนเหอ
ประธานหวังผู้ปกติอ้วนท้วนสมบูรณ์ ยิ้มแย้มต้อนรับผู้คน บัดนี้กลับใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยยิ้มที่ฝืนปั้นขึ้นมานั้นน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้
“ท่าน...ท่านซุน นี่คือบัญชีรายรับรายจ่ายทั้งหมดของหอการค้าเราเมื่อวาน และ...และส่วนแบ่งเก้าในสิบที่ต้องนำส่งวันนี้ เหรียญทองแดงไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว อยู่ที่นี่ทั้งหมดขอรับ”
ประธานหวังยื่นสมุดบัญชีเล่มหนาสองเล่มกับถุงเก็บของที่หนักอึ้งให้ด้วยมือสั่นเทา
มือของซุนเต๋อสั่นยิ่งกว่าเขาเสียอีก
เขาไม่กล้าเงยหน้ามองประธานหวัง ยิ่งไม่กล้าคิดถึงบรรดาผู้ดูแลร้านของแต่ละตระกูลที่เมื่อวานยังยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับตน บัดนี้กำลังต่อแถวรออยู่ด้านนอก เพื่อรับ “การพิพากษา” เช่นเดียวกัน
