ฟ้าสางแล้ว
แสงอรุณแรกสาดทะลุชั้นเมฆ อาบลงบนถนนสายยาวหน้าจวนตระกูลซู
ทว่าแสงที่ส่องให้เห็นมิใช่ความสงบยามเช้า หากเป็นภาพราวกับวันพิพากษาอวสานโลก
เงียบงันไร้เสียง
บนถนนสายยาว รถม้าหลายร้อยคันเรียงเป็นขบวนยาวสุดลูกหูลูกตา บนรถกองสุมไปด้วยทองแท่งอร่าม เงินแท่งขาววาว ตลอดจนไข่มุก หยก และโอสถวิญญาณนานาชนิดที่เปล่งประกายระยิบระยับ
ทรัพย์สมบัติเหล่านี้มีค่ามากพอจะซื้อเมืองเทียนเหอได้ถึงสิบแห่ง แต่ในเวลานี้กลับไม่มีผู้ใดเหลือบมองแม้สักคน
ผู้คนนับพัน ตั้งแต่ประมุขตระกูลใหญ่ผมขาวโพลน นักสู้ขั้นปรมาจารย์ร่างกำยำ ไปจนถึงบุตรสายตรงที่แต่ก่อนอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ต่างคุกเข่าอยู่บนพื้นหินเขียวเย็นเฉียบ
พวกเขาก้มศีรษะต่ำชิดพื้น ร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัวและความหนาวเหน็บตลอดทั้งคืน
ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียง
ในอากาศมีเพียงเสียงหายใจหนักอึ้งอัดอั้น กับกลิ่นอายเย็นเยียบของโลหะจากทรัพย์สมบัติ
เอี๊ยด...
ประตูบานใหญ่ของจวนตระกูลซูที่ปิดสนิทมาตลอดทั้งคืน ค่อย ๆ เปิดออก
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับประหนึ่งเสียงกลองศึกกระแทกลงกลางใจทุกคน
ทุกคนก้มหน้าต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ร่างสั่นระริกประหนึ่งใบไม้ต้องลม
ลู่หยวนก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า
เขายังคงสวมชุดรัดกุมสีดำเรียบง่าย ไม่มีปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากกาย สีทองหม่นในดวงตาก็เลือนหายไปแล้ว สงบนิ่งดุจบ่อน้ำโบราณสองบ่อที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง
