รถม้าเคลื่อนออกจากหุบผาอินทรีครวญ เสียงล้อบดผ่านเศษหินดังชัดเจนผิดปกติท่ามกลางความเงียบงัน
สารถีสั่นสะท้านราวใบไม้ต้องลม มือที่กำบังเหียนซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เขาเป็นเพียงสามัญชนที่รับเงินมาทำงาน จะเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร
คนผู้หนึ่ง เพียงก้าวเดียว ทหารม้าชั้นยอดนับร้อยก็พังทลายราวไก่ดินสุนัขกระเบื้อง
นั่นมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่เป็นเทพมาร!
ภายในรถม้า ใบหน้าเล็ก ๆ ของลู่ฉิงยังคงซีดขาว นางแนบชิดลู่หยวน มือเล็กกำชายแขนเสื้อเขาไว้แน่น จึงค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
“พี่ชาย คนพวกนั้น...”
“ก็แค่แมลงวันฝูงหนึ่งเท่านั้น” น้ำเสียงของลู่หยวนสงบนิ่ง เขาหยิบกาน้ำอุ่นขึ้นมารินชาให้ผู้เป็นน้องสาว
“มือเท้าหักก็แค่นอนพักสักสองสามเดือนก็หาย คราวหน้าพวกมันก็จะรู้จักวางตัวเอง”
ลู่ฉิงประคองถ้วยชาอุ่น ๆ แล้วพยักหน้า ไม่ถามอะไรต่อ
นางรู้ดีว่าทุกสิ่งที่พี่ชายทำก็เพื่อปกป้องนาง
สิ่งที่นางต้องทำคือไม่ปล่อยให้ความทุ่มเทของพี่ชายสูญเปล่า
รถม้าควบตะบึงไปตลอดทาง ไร้อุปสรรคอีก
ยามพลบค่ำ เงาร่างสูงตระหง่านของนครเทียนเหอปรากฏขึ้นตรงขอบฟ้า
กำแพงเมืองสูงสิบจั้ง ก่อด้วยศิลายักษ์สีดำอมเขียว ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เหนือประตูเมืองมีอักษร “เทียนเหอ” เขียนด้วยลายเส้นพลิ้วไหวดุจมังกรเลื้อย งามสง่าประหนึ่งกลืนกินฟ้าดิน
เมื่อเทียบกับนครศิลาดำแล้ว ที่นี่ต่างหากจึงเป็นมหานครอันยิ่งใหญ่แท้จริง
จำนวนทหารยามที่ตรวจตราหน้าประตูเมืองมีมากกว่าปกติหลายเท่า บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร
ทว่าเมื่อสายตาของพวกเขากวาดผ่านรถม้าโดดเดี่ยวของลู่หยวน ต่างก็หลบสายตาไปโดยไม่รู้ตัว
ข่าวจากหุบผาอินทรีครวญแพร่ไปเร็วกว่ารถม้าเสียอีก
ตระกูลซุนแห่งนครเทียนเหอ ตระกูลขุนนางชั้นสองที่ได้รับบรรดาศักดิ์มาตั้งแต่ต้าฉู่สถาปนาราชวงศ์ ขบวนรถม้าของพวกเขาถูกเด็กหนุ่มไร้ชื่อคนหนึ่งจัดการองครักษ์ไปกว่าร้อยคน ณ จุดที่ห่างจากตัวเมืองสามสิบลี้ มิหนำซ้ำยังถูกชี้หน้าสั่งสอนทั้งบุตรชายและบุตรสาวสายตรง
