“รวมทั้งหมด 586 หยวน กับคูปองธัญพืชทั่วประเทศ 108 จิน”
หวงจงเหลียงปิดสมุดบันทึก สีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะเยาะเย้ยสวี่อี้เฟิงว่า “สองปีมานี้หัวหน้าของเราประหยัดอดออม เอาเงินกับคูปองที่พ่อให้มาส่งให้คุณทั้งหมด สุดท้ายกลับได้สิ่งตอบแทนเป็นการถูกคุณทิ้ง ช่างเป็นคนมีจิตสำนึกดีจริง ๆ นะ”
เงินกับคูปองจำนวนนี้ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย แม้แต่อู๋อิงยังมองสวี่อี้เฟิงอย่างไม่อยากเชื่อ
เขาหน้าด้านขนาดไหน ถึงได้ยืมเงินกับคูปองจากผู้หญิงมากมายขนาดนี้?
ผู้การซุนเองก็สะดุดกับเงินและคูปองจำนวนนี้ ก่อนจะมองฉินเสี่ยวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แค่ก ๆ สหาย แม้พวกคุณจะมีหลักฐานอยู่ครบ แต่พวกเราก็เชื่อคำพูดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่ตรวจสอบไม่ได้ ของพวกนี้ต้องผ่านการสอบสวนก่อน ถึงจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่พวกคุณได้”
“มีเวลาแค่วันเดียว พรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ต้องกลับบ้านเกิดแล้ว”
อีกฝ่ายพูดดี ฉินเสี่ยวจึงพูดดีด้วย
“ก่อนค่ำเราจะให้คำตอบพวกคุณ”
“ได้ งั้นพวกเราจะกลับมาตอนเย็น”
ฉินเสี่ยวพูดจบก็ถือกระเป๋าสะพายเปล่า พาคนกลุ่มหนึ่งออกไป
หลังพวกเขาออกไป ทหารหนุ่มคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน
“ผู้การครับ คนกลุ่มนี้ฝึกฝนมาอย่างดี เป็นพวกมีฝีมือครับ”
“จริงเหรอ? ดูออกชัดเจนเลยเหรอ?”
เมื่อครู่สถานการณ์วุ่นวายเกินไป ผู้การจึงไม่ได้สังเกตจริง ๆ
“ดูออกครับ แถมผู้หญิงคนนั้นยังระเบิดพลังได้มากด้วย” ชายหนุ่มกล่าวอย่างจริงจัง
“ไปตรวจสอบประวัติของพวกเขา” ผู้การสั่ง
“ครับ”
ชายหนุ่มรับคำแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ผู้การหันไปสั่งผู้พันอวี๋อีกครั้ง “ผู้พันอวี๋ จดหมายกับสมุดบันทึกพวกนี้ให้คุณตรวจสอบ ก่อนค่ำต้องได้ผลลัพธ์”
“ครับ รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จ”
ผู้พันอวี๋มองส่งผู้การกับคนอื่น ๆ จากไป แล้วหันไปพูดกับผู้พันอู๋ว่า “ผู้พันอู๋ ลูกเขยของคุณคงไปร่วมพิธีหมั้นไม่ได้แล้ว งั้นเลื่อนวันไปก่อนดีไหม?”
“เลื่อนบ้าอะไรล่ะ”
ผู้พันอู๋โมโหจนสบถออกมา “ยกเลิกพิธีหมั้น! ต่อไปต่างคนต่างอยู่ ใครก็ไม่ต้องรู้จักใครอีก”
“เสี่ยวอิง?”
สวี่อี้เฟิงมองอู๋อิงด้วยแววตาอาลัยและเจ็บปวด “คุณจะเลิกกับผมจริง ๆ เหรอ? ผม...ผมตัดใจจากคุณไม่ได้”
“พ่อ?”
ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็ใช้เวลาด้วยกันมานาน ต่างมีใจให้กันแล้ว
พอถูกสวี่อี้เฟิงมองแบบนั้น อู๋อิงก็ทำใจไม่ได้อีกครั้ง
“พ่ออะไรของแก? อู๋อิง ฉันบอกแกไว้เลย ถ้าแกไม่เลิกกับเขา ต่อไปแกก็ไม่ใช่คนตระกูลอู๋ และไม่ใช่ลูกสาวของอู๋เจี้ยนกั๋วคนนี้อีก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู๋อิงก็รู้สึกจุกในอก ก่อนจะหันไปพูดกับสวี่อี้เฟิงอย่างเสียใจว่า “อี้เฟิง คุณก็ได้ยินที่พ่อพูดแล้ว เราเลิกกันเถอะ ต่อจากนี้อย่าได้เจอกันอีกเลย”
“งั้นก็คืนเงินกับคูปองที่เราใช้ตั้งแต่เริ่มคบกันจนถึงตอนนี้มาให้ผม” พอสวี่อี้เฟิงเห็นว่าอู๋อิงจะเลิกกับตัวเอง เขาก็พลิกท่าทีทันที ราวกับไม่เคยมีเยื่อใย
อู๋อิงกับผู้พันอู๋โกรธจนแทบเป็นลม
ผู้พันอวี๋หัวเราะหึ ๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ แล้วดูเรื่องสนุกต่อ
“แกใช้เงินเขาไปเท่าไหร่?” ผู้พันอู๋ถามลูกสาวทั้งที่กัดฟันแน่น
อู๋อิงเถียงกลับ “อะไรคือฉันใช้เงินเขา? เขาเต็มใจซื้อให้ฉันเองต่างหาก”
“ผมไม่ได้เต็มใจ คุณบังคับให้ผมซื้อ”
สวี่อี้เฟิงแค่นเสียง “ผมพาคุณไปเดินเล่นในเมือง พอเห็นชุดกระโปรงก็แทบเดินต่อไม่ไหว อ้อนวอนเสียงอ่อนเสียงหวานให้ผมซื้อให้”
“หน้าด้าน! ถึงกับแต่งเรื่องโกหกแบบนี้ได้ยังไง” อู๋อิงตะโกนด้วยความโกรธ
“คุณก็บอกมาสิว่าได้ชุดปู้ลาจีไปหรือเปล่า ได้รองเท้าหนังคู่เล็กหรือเปล่า? นาฬิกาก็เป็นผมซื้อให้เหมือนกัน”
คำถามรัวเป็นชุดของสวี่อี้เฟิงทำให้อู๋อิงพูดไม่ออก
ผู้พันอู๋โกรธจนพูดไม่ออก จึงถามว่า “พวกแกสองคนบอกมาซิ ของพวกนี้คิดเป็นเงินทั้งหมดเท่าไหร่?”
“ชุดปู้ลาจีตัวละ 5 หยวน แต่เราไม่มีคูปองผ้า เลยต้องจ่ายเพิ่มตัวละ 2 หยวน ซื้อ 5 ตัว รวมเป็น 35 หยวน
รองเท้าหนังคู่เล็กคู่ละ 8 หยวน สองคู่เป็น 16 หยวน
นาฬิกาเป็นนาฬิกาเซี่ยงไฮ้ ไม่มีคูปองเลยต้องจ่ายเพิ่มอีก 20 หยวน รวมเป็น 140 หยวน
ยังไม่นับอาหารบำรุงราคาแพงอย่างมอลต์สกัด น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดงอะไรพวกนั้นอีกนะ”
พอผู้พันอวี๋ได้ยินว่ามีของดีมากมายขนาดนี้ สายตาที่มองอู๋อิงกับผู้พันอู๋ก็เปลี่ยนไป
“บอกมาเลยว่ารวมแล้วใช้เงินไปเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้ทั้งหมด” ผู้พันอู๋พูดพลางถลึงตาใส่ลูกสาวอย่างดุดัน
“300 หยวน ส่วนคูปองอย่างอื่นผมไม่เอาแล้ว” สวี่อี้เฟิงนับนิ้วคำนวณอยู่พักหนึ่งก่อนตอบ
“ได้ ฉันจะกลับบ้านไปเอาเงินเดี๋ยวนี้”
ผู้พันอู๋พูดจบก็คว้าตัวลูกสาวที่เอาแต่ร้องไห้ชวนให้ปวดหัว แล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
“สวี่อี้เฟิง คุณคิดหรือยังว่าถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ผลที่ตามมาจะเป็นยังไง?” เมื่อเห็นว่าในห้องไม่มีคนอื่นแล้ว ผู้พันอวี๋ก็ถอนหายใจถาม
“อนาคตในหน้าที่การงานคงได้รับผลกระทบ แต่คงไม่ถึงขั้นปลดประจำการ”
สวี่อี้เฟิงคิดไว้ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เขาก็แค่คบซ้อนสองคน ยังไม่ถึงขั้นต้องปลดประจำการ
เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่แยแสอะไรทั้งนั้น
ผู้พันอวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามต่อว่า “แล้วคิดหรือยังว่าจะคืนเงินกับคูปองตั้งมากมายให้ผู้หญิงคนนั้นยังไง?”
“ต่อไปเงินเบี้ยเลี้ยงออกทุกเดือนก็ทยอยคืนไป เธอจะบีบให้ผมตายเลยหรือไง?” สวี่อี้เฟิงพูดอย่างไร้ยางอาย
ผู้พันอวี๋ตะลึงกับความหน้าด้านของเขา สูดหายใจลึกแล้วเดินออกไปเช่นกัน
ในใจตัดสินใจแล้วว่า จะยังไงก็ห้ามปล่อยไอ้หมอนี่ไว้ในกองทัพอีก
ถ้าปลดออกไม่ได้ ก็ต้องย้ายไปที่อื่น เขาไม่อยากเห็นหน้าคนคนนี้อีกแล้ว
*
“หัวหน้า เมื่อกี้ผมคำนวณดูแล้ว คูปองทั้งหมดคิดเป็นเงิน รวมกับค่าเดินทาง ค่าอาหารและที่พัก ไอ้สารเลวนั่นต้องจ่ายให้เราทั้งหมด 1,200 หยวน” หยางซวี่คนเล็กสุดนับนิ้วคำนวณอย่างคล่องแคล่ว
“1,200 เหรอ?”
ทุกคนสูดปากแล้วถามว่า “หัวหน้า เงินเยอะขนาดนี้ ไอ้สารเลวนั่นคงหาให้ไม่ได้หรอกมั้ง?”
“หาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ที่เมืองหลวงมีครอบครัวเขาไม่ใช่เหรอ? ไปเรียกเงินจากพวกเขา”
ฉินเสี่ยวดูดบุหรี่หนึ่งคำ ก่อนหัวเราะเยาะ “พวกเรากลับไปแล้ว คนพวกนั้นในเมืองหลวงก็ว่างกันพอดี ยังไงก็ต้องหาอะไรให้พวกเขาทำบ้าง”
สี่โมงเย็น ฉินเสี่ยวกับพวกพ้องก็มาถึงหน้าประตูค่ายทหารตามเวลานัด
ไม่นานก็มีคนเชิญพวกเขาเข้าไป
“สหายฉิน จากการตรวจสอบ จดหมายกับสมุดบันทึกที่คุณนำมาเป็นของจริง”
ผู้พันอวี๋พูดพลางยื่นเงินกับคูปองกองหนึ่งให้ “สวี่อี้เฟิงมีเงินกับคูปองอยู่แค่นี้ ส่วนที่เหลือคุณทิ้งที่อยู่ไว้ พวกเราจะหักจากเงินเบี้ยเลี้ยงของเขาทุกเดือน แล้วส่งไปให้คุณ”
“สหาย เท่าที่ฉันรู้ เงินเบี้ยเลี้ยงของสวี่อี้เฟิงเดือนละ 60 หยวนใช่ไหม?”
ฉินเสี่ยวรับเงินกับคูปองมาตรวจดู ก่อนหัวเราะเยาะ “แต่ของพวกนี้มีแค่ 350 หยวน คูปองก็เป็นคูปองท้องถิ่นทั้งหมด คิดว่าฉินเสี่ยวคนนี้โง่นักหรือไง?”
“สหายฉิน สวี่อี้เฟิงมีเงินอยู่แค่นี้จริง ๆ มากกว่านี้ก็หาไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคุณลองบอกมาสิว่าควรทำยังไง?”
ตอนนี้ผู้พันอวี๋นึกเสียใจที่รับงานนี้มา ถ้าผู้การไม่กลัวว่าคนกลุ่มนี้จะตีสวี่อี้เฟิงจนตาย และยืนกรานไม่ให้สวี่อี้เฟิงมา เขาก็คงไม่ถูกส่งมาที่นี่
ตอนนี้กลายเป็นว่าอีกฝ่ายหันมาเล่นงานเขาเสียเอง
“ให้สวี่อี้เฟิงเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ คูปองทั้งหมดคิดเป็นเงิน บวกกับค่าเดินทาง ค่าอาหารและที่พัก รวมแล้ว 1,500 หยวน ตรงนี้มี 350 หยวน ยังติดหนี้ฉันอีก 1,150 หยวน” ฉินเสี่ยวโยนเงินกับคูปองลงบนโต๊ะ แล้วพูดอย่างเป็นลำดับ
“1,150 หยวน?”
ผู้พันอวี๋ได้ยินยอดเงินมากมายขนาดนี้ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ “สหายฉิน เงินเบี้ยเลี้ยงของสวี่อี้เฟิงเดือนละแค่ 60 หยวน หักค่าอาหารแล้วเหลือ 40 หยวน ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะคืน 1,150 หยวนหมด? อย่าเรียกเงินเกินควรนักเลย”
“เหลียงจื่อ ออกไปโทรศัพท์ บอกคนที่เมืองหลวงให้ไปเรียกเงินจากตระกูลสวี่
ในเมื่อลูกชายเขาไม่คิดจะคืนเงิน ก็ต้องให้พ่อแม่ของเขามาคืนแทน”
“หัวหน้า ผมไปเดี๋ยวนี้”
“เดี๋ยวก่อน...”
