“ทุกคนมาดูเร็ว! สวี่อี้เฟิง ผู้บังคับกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 2 กองพลที่ 3 ไปเกาะลูกสาวผู้บังคับบัญชาในกองทัพ แล้วก็ทอดทิ้งคู่หมั้นที่บ้านเกิด คนไร้ศีลธรรมแบบนี้ไม่สมควรอยู่ในเขตทหารเลย
คู่หมั้นของเขาอยู่บ้านเกิดอย่างประหยัดอดออม ทุกเดือนก็ส่งเงินกับคูปองที่เก็บหอมรอมริบมาให้เขา
แต่เขากลับไปเกาะคนมีอำนาจในกองทัพ พอได้ดีก็หันมาตัดสัมพันธ์กับคู่หมั้นที่บ้านเกิดทันที
ผู้ชายที่เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานแบบนี้ สวรรค์ไม่มีทางให้อภัยแน่”
ชาวบ้านรอบ ๆ พอได้ยินก็แตกฮือ ต่างพากันกล่าวประณามสวี่อี้เฟิง
“เร็วเข้า ไปแจ้งผู้บังคับบัญชา รีบเรียกคนมาห้ามไว้ อย่าปล่อยให้พวกเขาก่อเรื่องต่อไปเลย”
ทหารยามเห็นคนกลุ่มใหญ่ก่อเรื่องขึ้นในพริบตา จึงรีบตะโกนบอกเพื่อนให้ไปแจ้งผู้บังคับบัญชา
ตอนผู้บังคับบัญชาของเขตทหารพาคนออกมา ด้านนอกก็รวมตัวกันเป็นกองกำลังประณามผู้กระทำผิด ทุกคนต่างยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
ผู้บังคับกองพันอวี๋เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนโบกมือให้คนด้านหลังเข้าไปห้าม
คนยี่สิบสามสิบคนกรูกันออกมาจากเขตทหาร ทำเอาชาวบ้านรอบ ๆ ตกใจจนถอยห่างไปไกลหลายลี้ แต่ก็ยังชะเง้อคอมองมาทางนี้
หวงจงเหลียงกับพวกเห็นอย่างนั้น ก็ยกข้าวของมาหยุดอยู่ด้านหลังฉินเสี่ยว พลางตีฆ้องตีกลองและตะโกนว่า “เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน สวรรค์ไม่มีทางให้อภัย!”
เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ผู้บังคับกองพันอวี๋ก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มผมสั้นที่กำลังสูบบุหรี่เป็นหัวโจก
เขาก้าวฉับ ๆ เข้าไปหาแล้วพูดเสียงเข้มว่า “สหาย ถ้ามีเรื่องอะไรก็ไปคุยกับผู้บังคับบัญชาของเขตทหาร ไม่ควรมาก่อเรื่องที่นี่
รู้ไหมว่าถ้าทำให้เรื่องวันนี้บานปลาย ผลที่ตามมาจะเป็นยังไง?”
“หึ!”
ฉินเสี่ยวหัวเราะเยาะ ก่อนโยนก้นบุหรี่ในมือลงพื้นแล้วเหยียบขยี้อย่างแรง
การกระทำนั้นทำให้คนทั้งสองฝ่ายคิ้วกระตุกพร้อมกัน
“สวี่อี้เฟิงคบซ้อนแล้วทิ้งฉัน วันนี้ยังจะจัดงานหมั้นอีก คุณยังจะให้ฉันไม่ก่อเรื่องงั้นเหรอ?”
พอได้ยินเสียงผู้หญิง ผู้บังคับกองพันอวี๋ก็ถึงกับตะลึง “คุณเป็นผู้หญิงเหรอ?”
“เฮ้ย ตาแก่! หัวหน้าของพวกเราสวยขนาดนี้ คุณยังดูไม่ออกอีกเหรอว่าเป็นผู้หญิง?”
หวงจงเหลียงก็ตกตะลึงเหมือนกัน เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตาแก่คนนี้จะสายตาแย่ขนาดไหน ถึงได้มองหัวหน้าที่สวยขนาดนี้เป็นผู้ชายไปได้
ผู้บังคับกองพันอวี๋อ้าปาก แต่พอเห็นอีกฝ่ายยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้ง ก็กลืนคำพูดลงคอ
เขาคิดในใจว่า ลูกสาวบ้านไหนกันสูบบุหรี่? ลูกสาวบ้านไหนทำตัวเหมือนนักเลงแบบนี้ได้?
“เรื่องที่สวี่อี้เฟิงคบซ้อนแล้วทิ้งฉัน ฉันมีหลักฐาน และฉันต้องการให้ผู้บังคับบัญชาของเขตทหารกับสวี่อี้เฟิงอยู่ที่นี่ด้วย” ฉินเสี่ยวสูดหายใจเข้าแล้วพ่นควันเป็นวง ก่อนยื่นข้อเรียกร้อง
“ผมจะไปขอคำสั่งเดี๋ยวนี้ พวกคุณอย่าเพิ่งก่อเรื่อง ผมจะรีบกลับมา” ผู้บังคับกองพันอวี๋ได้ยินแล้วก็ย้ำด้วยความไม่วางใจ
“ยี่สิบนาที ถ้ายังไม่มีใครมาภายในยี่สิบนาที ก็อย่าหาว่าพวกเราไม่เตือนแล้วกัน”
ฉินเสี่ยวยกมือดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า “ตอนนี้เจ็ดโมงยี่สิบนาที เจ็ดโมงสี่สิบเจอกัน”
พูดจบก็โบกมือให้ทุกคนนั่งพักอยู่กับที่
ผู้บังคับกองพันอวี๋มองคนที่นั่งเต็มพื้นจนปิดประตูทางเข้าไว้ ในใจก็อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แต่เขาก็ระบายออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงกลับเข้าเขตทหารไปรายงานผู้บังคับบัญชา
แล้วก็ต้องแจ้งตาเฒ่าอู๋จอมไร้คุณธรรมด้วย วันนี้ลูกสาวเขาจะหมั้นกับสวี่อี้เฟิง แถมยังจะจัดงานหมั้นที่โรงอาหารอีก
ตอนนี้มีคนมาก่อเรื่องถึงหน้าประตู งานหมั้นก็อย่าหวังว่าจะจัดได้เลย
“อะไรนะ? ฉินเสี่ยวพาคนมาก่อเรื่องถึงค่ายทหารงั้นเหรอ?” พอสวี่อี้เฟิงได้ยินข่าว หัวก็อื้ออึงไปหมด
เขาหันไปมองใบหน้าดำคล้ำของคู่หมั้นแล้วกลืนน้ำลายลงคอ
“ไปห้องประชุม”
อู๋อิงถลึงตามองชายหนุ่มอย่างแรง ก่อนหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
สวี่อี้เฟิงเห็นว่าห้ามเธอไม่ได้ จึงได้แต่เดินตามหลังไปด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
ยี่สิบนาทีต่อมา ผู้บังคับบัญชาของกองทัพที่พอจะมาได้ก็มากันครบ รวมถึงสวี่อี้เฟิงกับอู๋อิง คู่หมั้นของเขาด้วย
ฉินเสี่ยวกับพวกเดินตามผู้บังคับกองพันอวี๋เข้าไปในห้องประชุม ก็เห็นสวี่อี้เฟิงกำลังมองเธอด้วยสีหน้าอำมหิต
ฉินเสี่ยวยกมือขึ้นแตะปากแล้วผิวปากทันที
“ฟิ้ว...”
“สหาย ห้ามส่งเสียงดังในกองทัพ”
ทุกคนในห้องเห็นท่าทางนักเลงของฉินเสี่ยวแล้วต่างก็ขมวดคิ้วพร้อมกัน
“ก็ได้”
ฉินเสี่ยวยักไหล่ มองสวี่อี้เฟิงแล้วถามแทนเจ้าของร่างเดิมว่า “สวี่อี้เฟิง ไม่มีอะไรอยากพูดกับฉินเสี่ยวหน่อยเหรอ?”
ทุกคนหันขวับไปมองสวี่อี้เฟิง
สวี่อี้เฟิงกดกลั้นความหวาดหวั่นในใจแล้วขมวดคิ้ว “ฉินเสี่ยว เราเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นธรรมดา คุณจะให้ผมพูดอะไร?”
สิ้นเสียง ฉินเสี่ยวก็ถอดกระเป๋าสะพายลงมาแล้วฟาดใส่หน้าชายหนุ่ม พร้อมตะโกนว่า
“ไอ้เวรเอ๊ย จัดการมัน!”
พอสิ้นคำสั่ง หวงจงเหลียงกับพวกอีกสิบสามคนก็ลงมือทันที
ผู้บังคับบัญชาของเขตทหารไม่คิดว่าฉินเสี่ยวกับพวกจะลงมือกันทันควัน แถมยังเร็วขนาดนี้ กว่าพวกเขาจะเข้าไปห้าม สวี่อี้เฟิงก็ถูกชกไปหลายหมัดแล้ว
“โอ๊ย! ฉินเสี่ยว ยัยบ้า!”
พอสวี่อี้เฟิงโดนต่อย เขาก็ขาดสติ ยกมือฟาดใส่หน้าฉินเสี่ยวทันที
ฉินเสี่ยวหัวเราะเย็นชา ยกมือจับข้อมือที่ฟาดเข้ามาไว้แล้วบิดอย่างแรง
“กร๊อบ!” แขนหัก
“อ๊าก...”
“หยุด! รีบหยุดเดี๋ยวนี้! ใครก็ได้ รีบไปห้ามพวกเขา!”
ฉินเสี่ยวทำเหมือนไม่ได้ยิน ยกเท้าเตะอีกฝ่ายทันที
เพียงเตะครั้งเดียว สวี่อี้เฟิงก็ปลิวไปกระแทกประตูราวกับเศษผ้า ก่อนร่วงลงมากองกับพื้น ลุกขึ้นยืนไม่ไหวอีก
“สหาย รู้ไหมว่าการทำร้ายทหารมีโทษอะไร?” ผู้บังคับกองพันอู๋กำหมัดแน่นแล้วถามเสียงเข้ม
“ฉันรู้แค่ว่ากำลังซ้อมไอ้สารเลวที่ลงมือกับผู้หญิง”
ฉินเสี่ยวจุดบุหรี่ สูดควันเข้าไปลึก ๆ แล้วพูดว่า “เหลียงจื่อ เอาจดหมายกับสมุดในกระเป๋าออกมาวางบนโต๊ะ”
“ได้เลย หัวหน้า”
หวงจงเหลียงรับคำ ก่อนหากระเป๋าสะพายสีเขียวทหารที่มุมห้อง เขาหยิบจดหมายกองหนึ่งกับสมุดเล่มหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
“นี่คือจดหมายที่ฉันกับสวี่อี้เฟิงเขียนหากันตลอดสองปีที่ผ่านมา ส่วนเงินกับคูปองที่เขายืมฉันไปก็อยู่ในนี้”
ฉินเสี่ยวมองสวี่อี้เฟิงแล้วยิ้มเย็น “วันนี้ฉันไม่เพียงจะเอาทุกอย่างคืนมา ยังจะเรียกค่าเสียหายตลอดสองปีด้วย ทั้งค่ารถไฟไปกลับของฉันกับพี่น้อง รวมถึงค่ากินค่าอยู่ นายต้องจ่ายให้ครบทุกอย่าง”
ทุกคนในห้องประชุมได้ยินแล้วคิ้วกระตุกอย่างแรง
พวกเขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้เตรียมตัวมาอย่างดี
และยังรู้ด้วยว่าวันนี้เธอคงไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ หากไม่ได้ถลกหนังสวี่อี้เฟิงออกมาสักชั้น
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายแค่เรียกเงินกับคูปองที่ให้ยืมไปคืนตามปกติ พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์พูดแทรก
อู๋อิงอ้าปากเหมือนจะพูดแทนคู่หมั้น แต่พ่อของเธอยื่นมือมาปิดปากไว้ ไม่ให้ส่งเสียง
“ฉินเสี่ยว อย่ารังแกกันให้มากเกินไป!”
สวี่อี้เฟิงนอนคว่ำอยู่บนพื้น มองเห็นทุกคนทำอะไร ในใจก็เย็นวาบ สุดท้ายจึงตัดสินใจไม่สนอะไรแล้ว
“รังแกกันเกินไปงั้นเหรอ? ตอนนายเขียนจดหมายมาร้องไห้ฟูมฟายว่าอาหารในกองทัพไม่ดี แล้วยืมเงินกับคูปองจากฉัน ทำไมไม่พูดว่าฉันรังแกนายล่ะ?
ตอนนายเขียนจดหมายมาร้องทุกข์ว่าการฝึกในกองทัพหนักเกินไป กินไม่พอจนไม่มีแรง แล้วมายืมเงินกับคูปองจากฉัน ทำไมไม่พูดว่าฉันรังแกนายล่ะ?
ตอนนายเขียนจดหมาย...”
“หุบปาก! แกหุบปากเดี๋ยวนี้!” สวี่อี้เฟิงใช้มือข้างหนึ่งพยุงตัวกับประตูแล้วลุกขึ้นตะโกน
“เหลียงจื่อ เปิดสมุดเล่มนั้นแล้วอ่านให้ทุกคนฟังหน่อยว่าสวี่อี้เฟิงยืมเงินกับคูปองฉันไปทั้งหมดเท่าไร”
“ปี 1966 เดือนกุมภาพันธ์ ให้สวี่อี้เฟิงยืมเงิน 5 หยวน กับคูปองข้าว 2 จิน
ปี 1966 เดือนเมษายน ให้สวี่อี้เฟิงยืมเงิน 10 หยวน กับคูปองข้าว 2 จิน...
ปี 1967 เดือนมีนาคม ให้สวี่อี้เฟิงยืมเงิน 50 หยวน กับคูปองข้าวทั่วประเทศ 10 จิน”
