มู่เหยียนพิงพนักเก้าอี้ สง่างามแฝงความไม่ยี่หระ ยิ้มแล้วว่า "ได้"
จั้นหลานไม่คิดว่าเขาจะตอบตกลงรวดเร็วเช่นนี้ จึงจ้องมองเขาด้วยความแคลงใจ
มู่เหยียนมองเธออย่างใคร่รู้ ถามอย่างจริงจังว่า "เจ้ากำลังลังเลไม่กล้าตัดสินใจ เพราะข้ากับหวังชิงเฉินอยู่หรือไม่"
จั้นหลานตาโต เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับหวังชิงเฉิน
หรือว่ามู่เหยียนจะเข้าใจผิดในตัวนาง
จั้นหลานขมวดคิ้วว่า "เจ้าตามข้า?"
มู่เหยียนหัวเราะเยาะ "ไม่มีเรื่องเช่นนั้น เพียงแต่บังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งเห็นเจ้ากับเขานัดพบกันลับๆ... ทั้งยังดูท่าทีจะคุยกันถูกคอเป็นพิเศษ"
"เจ้าคิดมากไปเอง ข้าไม่ชอบหวังชิงเฉิน" จั้นหลานบอกคำตอบนี้กับมู่เหยียนอย่างชัดเจน
มุมปากของมู่เหยียนยกขึ้นเป็นเส้นโค้งงดงาม จั้นหลานสามารถบอกเขาได้อย่างไม่ลังเลว่านางไม่ชอบหวังชิงเฉิน
แต่เมื่อมู่เหยียนถามถึงตัวเขา จั้นหลานกลับเลี่ยงที่จะตอบ นางไม่ได้พูดว่า ไม่ชอบเขา
ทัศนคติของจั้นหลานที่มีต่อเขา คงอยู่ระหว่างไม่ชอบมากแต่ก็ไม่เกลียดชัง
มู่เหยียนอารมณ์ดี เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาต้องก้าวเข้าไปในใจของจั้นหลานได้แน่นอน
มู่เหยียนเก็บเส้นผมปรกหน้าผากของนางให้เรียบร้อย ปลายนิ้วลู่ผ่านแก้มของนางเบาหวิว ดวงตามีคลื่นใต้น้ำซุกซ่อน เสียงของเขาแหบพร่า "ขอโทษ คืนนั้นข้าเกือบจะคลั่ง"
จั้นหลานก้มหน้าลง ขนตาสั่นไหวเบาๆ ที่แท้มู่เหยียนสองสามวันมานี้ถึงได้วิปลาศผิดปกติ ก็เพราะหวังชิงเฉินนี่เอง
มู่เหยียนเข้าใกล้นางอีกเล็กน้อย ถามอย่างจริงจังว่า "เจ้ามีความรู้สึกชอบข้าสักนิดหน่อยหรือไม่"
จั้นหลานเงยหน้ามองเขา ยากนักที่จะได้เห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังเช่นนี้บนใบหน้าเย็นชาของเขา แต่ตอนนี้นางให้คำตอบที่มู่เหยียนปรารถนาไม่ได้
ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ นางไม่เคยคิดจะอยู่กับมู่เหยียนเลย
ก่อนที่ซือจวินจะฆ่านาง ภายนอกเขายังปฏิบัติต่อนางอย่างเคารพนอบน้อม อาทรห่วงใยทุกอย่าง
ด้วยเหตุนี้ นางจึงตัดสินไม่ได้ว่ามู่เหยียนเชื่อถือได้หรือไม่ ชาตินี้นางจะไม่มีวันพลาดพลาดซ้ำรอยเดิมอีก การรับมือกับความรักยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
