วันนี้ที่สำนักกิจการพลเรือนคนไม่มาก ไม่นานก็ถึงคิวของพวกเขา หว่านอวิ๋นเผิงรีบร้อนแจ้งเงื่อนไขการหย่ากับเจ้าหน้าที่ ราวกับกลัวว่าถ้าพูดช้าไปอู๋เจินเจินจะเปลี่ยนใจ
เจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว พลางย้ำถามอู๋เจินเจินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณอู๋เจินเจิน ยืนยันหรือไม่คะว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นของสามีภรรยาระหว่างสมรสจะตกเป็นของฝ่ายชาย?”
“ยืนยันค่ะ!”
“คุณอู๋เจินเจิน ยืนยันหรือไม่คะว่าบุตรสาวจะอยู่กับคุณ และไม่ต้องการให้ฝ่ายชายจ่ายค่าเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว?”
“ยืนยันค่ะ!”
“คุณอู๋เจินเจิน ดิฉันจำเป็นต้องเตือนคุณว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจหรือมีความผิดร้ายแรง อีกฝ่ายมีสิทธิ์เรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินส่วนกลางน้อยลงหรือไม่แบ่งเลย คุณยืนยันหรือคะว่าจะยกให้ฝ่ายชายทั้งหมด?” เจ้าหน้าที่เหลือบมองหญิงชู้ที่กำลังคล้องแขนหว่านอวิ๋นเผิง แล้วไม่ลืมเตือนอู๋เจินเจิน
“คุณพูดมากอะไรนักหนา ก็ทำสัญญาตามที่บอกสิ!” หว่านอวิ๋นเผิงร้อนใจจนโวยวายเมื่อได้ยินเจ้าหน้าที่พูดเช่นนั้น
“จะตะโกนทำไม ไม่เห็นป้ายหรือไงว่าห้ามส่งเสียงดัง? ตะโกนอีกก็ออกไปเลย ไม่ต้องทำแล้ว!” เจ้าหน้าที่ไม่พอใจหว่านอวิ๋นเผิงอยู่แล้วที่ยังมาพลอดรักกับหญิงชู้ต่อหน้าอู๋เจินเจิน แต่ช่วยไม่ได้ที่อู๋เจินเจินไม่เอาไหนเสียเลย เจ้าหน้าที่จึงอดกลั้นความโกรธที่อัดแน่นมานานไว้เต็มอก
พอได้ยินเจ้าหน้าที่พูดเช่นนั้น หว่านอวิ๋นเผิงก็หุบปากทันที เขากลัวจริง ๆ ว่าวันนี้จะหย่าไม่สำเร็จ!
“ถ้าไม่มีใครติดใจอะไรแล้ว ก็ไปห้องไกล่เกลี่ยได้ค่ะ” เจ้าหน้าที่มองอู๋เจินเจิน ถอนหายใจ แล้วพูดอย่างจนปัญญา
อู๋เจินเจินลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องไกล่เกลี่ย พอหันกลับไปก็เห็นหญิงชู้ที่เดินตามหลังมาคล้องแขนหว่านอวิ๋นเผิงถูกกันไว้ข้างนอก จนกำลังโมโหกระทืบเท้า
อู๋เจินเจินพูดไม่ออก
เจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยเป็นหญิงวัยกลางคนใจดี มีวาทศิลป์ คงเคยเกลี้ยกล่อมคู่สามีภรรยาที่เตรียมหย่ามานับไม่ถ้วน
แต่อู๋เจินเจินไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่มากนัก พอนั่งลงก็ชี้ไปทางหว่านอวิ๋นเผิงที่ยังอยู่ข้างนอก คอยปลอบหญิงชู้ แล้วพูดว่า
“ผู้หญิงคนนั้นมีลูกกับสามีฉัน ตอนนี้เด็กอายุ 3 เดือนแล้ว ฉันไม่อยากเสียเวลานั่งดูพวกเขาแสดงความรักกันอีก ไม่ต้องไกล่เกลี่ยแล้วค่ะ”
เจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยเหลือบมองคู่รักที่ยังกอดคลอเคลียกันตรงประตู แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงให้เซ็นชื่อก่อนปล่อยอู๋เจินเจินออกมา
คนทั้งสองที่อยู่หน้าประตูมองอู๋เจินเจินตอนเดินออกมาด้วยท่าทีตึงเครียด นี่มันเรื่องอะไรกัน? เปลี่ยนใจแล้วหรือ? ทำไมถึงออกมาได้ล่ะ?
“ไกล่เกลี่ยเสร็จแล้ว คุณเซ็นชื่อก็พอ” เดิมทีอู๋เจินเจินไม่อยากพูดกับหว่านอวิ๋นเผิง แต่เพื่อให้จัดการเรื่องต่าง ๆ เสร็จเร็วที่สุด เธอจึงบอกเขา
หว่านอวิ๋นเผิงรีบวิ่งเข้าไป พอเห็นว่าเป็นเอกสารปฏิเสธการไกล่เกลี่ยก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วรีบเซ็นชื่อท่ามกลางสายตาซับซ้อนของเจ้าหน้าที่
ทั้งสามกลับมาที่โต๊ะทำงานในโถงใหญ่ เจ้าหน้าที่ไม่แปลกใจที่เห็นพวกเขากลับมาเร็ว เพียงให้เซ็นเอกสารสองสามฉบับ แล้วแจ้งว่าหลังพ้นระยะเวลาทบทวนใจ 1 เดือน ค่อยกลับมารับใบหย่าได้
อู๋เจินเจินเดินออกจากโถงใหญ่แล้วเรียกรถกลับบ้านคนเดียว เธอไม่อยากให้คู่ชั่วคู่นั้นมาทำให้ขยะแขยงอีก
กลับถึงบ้าน ลูกสาวยังไม่ตื่น อู๋เจินเจินจึงเริ่มเก็บของ มีแต่ของใช้ประจำวันของเธอกับลูกสาว
หว่านชุ่ยฮวายืนเฝ้าอยู่ตรงประตูห้อง มองเธอเก็บของลงกระเป๋า เพราะกลัวว่าเธอจะเอาของมีค่าไป
ความจริงในห้องของเธอจะยังมีของมีค่าอะไรเหลืออีก หลังแต่งงาน บัตรเงินเดือนกับสินสอดของอู๋เจินเจินก็ถูกหว่านชุ่ยฮวายึดไปด้วยข้ออ้างว่าจะดูแลจัดการให้ ตลอดหลายปีมานี้ เงินทุกบาทที่เธอใช้ต้องแบมือขอหว่านชุ่ยฮวา
ทุกครั้งอีกฝ่ายก็ทำท่าตระหนี่ถี่เหนียว อ้างว่าเป็นการประหยัดเพื่อครอบครัว หลังแต่งงานอู๋เจินเจินจึงไม่เคยซื้อของมีค่าเลยสักชิ้น นอกเหนือจากของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ทองสามชิ้นที่ซื้อไว้ตอนแต่งงานก็ถูกหว่านชุ่ยฮวาเอาไปตั้งแต่วันรุ่งขึ้น โดยอ้างว่าจะนำไปไหว้ขอพร จากนั้นก็ไม่เคยเอากลับมาอีกเลย
พออู๋เจินเจินเก็บของใกล้เสร็จ ลูกสาวก็ตื่นขึ้นมา ลูกสาวของเธอชื่อหว่านเหยาฉี ชื่อเล่นซินเอ๋อร์ ปีนี้อายุ 4 ขวบ
“ซินเอ๋อร์ตื่นแล้วเหรอ!” อู๋เจินเจินมองลูกสาวที่ยังงัวเงีย หัวใจก็อ่อนยวบ
“แม่?” ซินเอ๋อร์ยังไม่ตื่นเต็มตา ได้แต่มองอู๋เจินเจินอย่างเหม่อลอย
“แม่... แม่... เป็นแม่จริง ๆ ด้วย... ฮือ...” ไม่นาน ซินเอ๋อร์ก็โผกอดอู๋เจินเจินแล้วร้องไห้โฮ
น้ำเสียงตอนพูดของเธอไม่เหมือนเด็กอายุ 4 ขวบเลยแม้แต่น้อย
“ลูก... ลูกคงไม่ได้...”
อู๋เจินเจินรีบยกมือปิดปาก กลัวว่าจะเผลอตะโกนคำว่า ‘กลับมาเกิดใหม่’ ออกไป
“แม่ก็... เหมือนกันเหรอ...” ซินเอ๋อร์เองก็ยกมือปิดปากอย่างไม่อยากเชื่อ
อู๋เจินเจินมองลูกสาวแล้วพยักหน้ารัว
สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้สลับหัวเราะอยู่นาน
จนหว่านอวิ๋นเผิงกลับมา เขามองสองแม่ลูกเหมือนกำลังมองคนบ้า
“ในเมื่อจะออกจากบ้านมือเปล่า เงินคงเหลือในมือถือก็ควรเอาออกมาด้วยสิ!” ไม่นานหว่านอวิ๋นเผิงก็พูดขึ้นอย่างหน้าตาเฉย
ตอนนั้นเองอู๋เจินเจินถึงได้ตระหนักว่าผู้ชายคนนี้มันเลวยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก
ซินเอ๋อร์มองพ่อที่ไม่ได้พบกันมานานกว่าสิบปี ไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย มีแต่ความเกลียดชังเต็มดวงตา
แต่หว่านอวิ๋นเผิงกลับทำเหมือนไม่เห็นซินเอ๋อร์ เอาแต่จ้องอู๋เจินเจินเปิดแอปต่าง ๆ ในมือถือ
อู๋เจินเจินฝืนข่มความสะอิดสะเอียนที่มีต่อผู้ชายคนนี้ แล้วเปิดยอดเงินในมือถือให้หว่านอวิ๋นเผิงดูทีละแอป ทุกบัญชีเหลือเงินไม่ถึงหนึ่งหยวน
อู๋เจินเจินคิดว่า ถ้าเมื่อครู่ไม่ได้จ่ายค่าแท็กซี่ไปสามสิบกว่าหยวน ตอนนี้หว่านอวิ๋นเผิงจะเอาเงินสามสิบกว่าหยวนนั้นไปด้วยหรือเปล่า
“ถ้าอย่างนั้น บัตรเงินเดือนของฉันก็ควรคืนให้ฉันได้แล้วใช่ไหม!” อู๋เจินเจินมองหว่านชุ่ยฮวาอย่างเย้ยหยัน
เงินในบัตรเงินเดือนถูกหว่านชุ่ยฮวาถอนไปจนไม่เหลือแม้แต่สตางค์เดียวแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังอิดออด ทำท่าไม่ค่อยอยากคืน
อู๋เจินเจินมองแม่ลูกคู่นั้นที่ลังเลจนอดหัวเราะด้วยความโมโหไม่ได้ พวกเขาคงไม่ได้คิดว่าหลังหย่าแล้ว เธอจะยังโอนเงินเดือนเข้าบัตรใบนี้ให้พวกเขาใช้หรอกนะ? ที่เธอขอบัตรคืนก็แค่ไม่อยากเสียเวลาไปทำบัตรใหม่เท่านั้น
ใช่แล้ว อู๋เจินเจินผู้โง่เขลามีบัตรธนาคารอยู่แค่ใบเดียวในชาตินี้ นั่นก็คือบัตรเงินเดือน แต่งงานกันมาตั้งนาน เงินทุกบาทที่ใช้ต้องไปขอจากหว่านชุ่ยฮวา แต่เธอกลับไม่เคยคิดเก็บเงินส่วนตัวไว้เลย
“พวกคุณไม่อยากหย่าเหรอ? งั้นฉันจะเอาของกลับไปเก็บ” อู๋เจินเจินไม่อยากเสียเวลาพูดกับพวกเขา แค่อยากเอาบัตรของตัวเองคืน
หว่านอวิ๋นเผิงส่งสายตาให้หว่านชุ่ยฮวา หว่านชุ่ยฮวาจึงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาอย่างอาลัยอาวรณ์ เชื่องช้าราวกับหมีโคอาลาออสเตรเลีย แล้วหยิบบัตรของอู๋เจินเจินออกมา
อู๋เจินเจินฉวยบัตรจากมือหว่านชุ่ยฮวา มองดูแล้วแน่ใจว่าเป็นของตัวเอง จากนั้นก็ยัดใส่กระเป๋า จูงมือลูกสาว ลากกระเป๋าเดินทาง แล้วเดินเข้าลิฟต์ไปโดยไม่หันกลับมามอง
ในที่สุดก็หลุดพ้นจากครอบครัวประหลาดนี่เสียที เมื่อก่อนถูกปั่นหัวจนอยู่ในสถานการณ์นั้นแล้วยังไม่รู้สึกอะไร พอถอนตัวออกมาแล้วถึงได้เห็นว่าแม่ลูกคู่นี้ช่างประหลาดเหลือเกิน เธอนี่ตาบอดจริง ๆ ที่ทุ่มเทให้ครอบครัวนี้ตั้งมากมาย
“แม่หย่ากับเขาแล้วเหรอ?” พอเดินเข้าลิฟต์ ซินเอ๋อร์ก็ถาม
“อืม ตื่นเช้ามาก็ไปจัดการเรื่องหย่าเลย” อู๋เจินเจินชี้ไปที่กล้องวงจรปิดในลิฟต์ เพื่อบอกซินเอ๋อร์ว่าตรงนี้ไม่สะดวกจะพูดอะไรมาก
พอเดินออกจากหมู่บ้านจัดสรร สองแม่ลูกก็มองถนนใหญ่ที่มีรถราวิ่งขวักไขว่ แล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ไอเสียรถที่เมื่อก่อนเคยคิดว่าเหม็น ตอนนี้กลับมีกลิ่นอายของชีวิตชีวา
ใช่แล้ว ไม่ใช่ความแห้งแล้งเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาแบบในวันสิ้นโลกอีกต่อไป
อู๋เจินเจินหยิบมือถือออกมา เวลาบนหน้าจอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว วินาทีแล้ววินาทีเล่า เธอถอนหายใจ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ต้องขยันหาเงินและกักตุนเสบียงแล้ว
