“ซินเอ๋อร์ อย่า... อย่าเลย ซินเอ๋อร์...”
“แม่คะ แม่...” ซินเอ๋อร์ตื่นตั้งนานแล้ว อาบน้ำล้างหน้าเรียบร้อย จากนั้นก็นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง พอเห็นแม่ร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดขึ้นมากะทันหัน ก็รีบเข้าไปปลุก
อู๋เจินเจินลืมตาขึ้นแล้วคว้าลูกสาวตรงหน้าเข้ามากอดแน่น พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่ายังอยู่ในห้องพักโรงแรมก็ถอนหายใจโล่งอก
โชคดี... โชคดีที่เป็นแค่ความฝัน
เธอฝันถึงชีวิตในวันสิ้นโลก ฝันถึงพวกคนชั่วกลุ่มนั้นที่น้ำลายไหลย้อยขณะฉุดกระชากซินเอ๋อร์ไป
อู๋เจินเจินเหลือบดูเวลา สิบโมงแล้ว
เธอเปิดดูหน้าโมเมนต์ในโซเชียล แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญเรื่องฟุตบอลโลก บ้างด่าทีมฟุตบอลว่าล้มบอล บ้างโพสต์ว่าตัวเองเสียเงินไปเท่าไร บ้างบอกว่าไปต่อแถวอยู่บนดาดฟ้าแล้ว...
สรุปก็คือ... แพ้พนันกันหมด!
อู๋เจินเจินเผลอเลื่อนไปเจอหน้าโมเมนต์ของหว่านอวิ๋นเผิง ในภาพเป็นโต๊ะเหล้าซึ่งมีขวดเปล่าวางเกลื่อน พร้อมข้อความว่า “ฟุตบอลโลกบ้าบออะไรของแก”
อู๋เจินเจินวางโทรศัพท์ แล้วเดินไปหยิบบิสกิตจากชั้นวางของในห้องให้ลูกสาวรองท้อง ส่วนตัวเองก็รีบไปล้างหน้าแปรงฟัน
พอออกมา เธอเห็นว่าบิสกิตในมือซินเอ๋อร์ยังเหลืออยู่
“ไม่อร่อยเหรอ?” อู๋เจินเจินถาม
ซินเอ๋อร์ส่ายหน้า
“แม่กินสิ” ซินเอ๋อร์ยื่นบิสกิตในมือให้
อู๋เจินเจินน้ำตาคลอ
“ไปหาอะไรร้อน ๆ กินกันไหม?” อู๋เจินเจินหยิบบิสกิตจากมือลูกสาวไปวางบนโต๊ะ แล้วพาซินเอ๋อร์ออกจากโรงแรม
อู๋เจินเจินหยิบสลากกินแบ่งติดตัวไปด้วย จูงซินเอ๋อร์ไปยังร้านขายลอตเตอรี่
ตอนยื่นสลากให้เจ้าของร้าน อีกฝ่ายดูตื่นเต้นมาก
“คุณเป็นคนแรกที่มาขึ้นเงินรางวัลวันนี้เลยนะ แทบไม่มีใครซื้อถูก คุณมีข่าววงในอะไรหรือเปล่า แบ่งปันกันหน่อยได้ไหม?”
“ฉันไม่รู้เรื่องฟุตบอลหรอกค่ะ สามีบอกให้ซื้อ พอซื้อกลับไปก็โดนด่าอีก” อู๋เจินเจินแสร้งทำเป็นน้อยใจ
“ฮ่า ๆ ๆ... ฟลุกถูกสินะ” เจ้าของร้านพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อได้ยินเธอพูด
เปิดร้านขายลอตเตอรี่มาหลายปี เขาเห็นคนถูกรางวัลเพราะฟลุกแบบนี้มาไม่น้อย
เจ้าของร้านนำสลากทั้งสี่ใบที่อู๋เจินเจินซื้อมาเข้าเครื่องตรวจทีละใบเพื่อจ่ายเงินรางวัล
เธอได้ยินมาว่าถ้าถูกรางวัลเกินหนึ่งหมื่นหยวนต้องไปขึ้นเงินที่ศูนย์ลอตเตอรี่ อู๋เจินเจินไม่อยากเสียเวลาเดินทาง จึงแบ่งเงินสองร้อยหยวนซื้อเป็นสี่ใบ ใบละห้าสิบหยวน
เครื่องแสดงอัตราจ่ายรางวัล 95 เท่า เจ้าของร้านจ่ายเงินให้อู๋เจินเจิน 19,000 หยวน
เมื่อได้เงินแล้ว อู๋เจินเจินก็พาลูกสาวไปกินก๋วยเตี๋ยวน้ำหนึ่งชาม จากนั้นซื้อขนมปังกับนมอีกเล็กน้อย
พาลูกสาวกลับโรงแรมแล้ว เธอก็สวมหน้ากากกับหมวกแก๊ปออกไปตามลำพัง แม้ร่างกายของซินเอ๋อร์จะมีอายุเพียง 4 ขวบ แต่ตอนนี้จิตใจของเธอมีอายุ 14 ปีแล้ว อู๋เจินเจินจึงไม่กังวลเลยที่ปล่อยให้อยู่ในโรงแรมคนเดียว
อู๋เจินเจินใช้โทรศัพท์ค้นหาที่ตั้งร้านขายลอตเตอรี่ แล้วเลือกร้านใหม่ เธอไม่กล้ากลับไปที่เดิม การซื้อถูกโดยบังเอิญครั้งหนึ่งอาจเป็นไปได้ แต่ถ้าถูกโดยบังเอิญทุกครั้ง คงทำให้คนสงสัยแน่
เมื่อไปถึงร้าน เธอเขียนตัวเลขที่ต้องการซื้อแล้วส่งให้เจ้าของร้าน
“เลขชุดนี้ 5,000 ชุด!”
“อะไรนะ?” เจ้าของร้านนึกว่าตัวเองฟังผิด
“ซื้อแบบนี้ไม่ได้เหรอคะ?” อู๋เจินเจินถาม
เธอไม่รู้เรื่องลอตเตอรี่จริง ๆ แถมไม่เคยซื้อด้วย ที่จำเลขชุดนี้ได้ก็เพราะเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งคลั่งไคล้การซื้อลอตเตอรี่มาก ในชาติก่อน เพื่อนร่วมงานคนนั้นซื้อมาหลายปีก็ไม่เคยถูกรางวัล จนเชื่อทฤษฎีการซื้อลอตเตอรี่แบบหนึ่ง นั่นคือให้ซื้อเลขโทรศัพท์ของคนรอบตัว
แต่เขาซื้อเลขของทั้งครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมชั้นไปหมดแล้ว ก็ยังไม่ได้เงินสักหยวน
ต่อมาเขาเริ่มซื้อเลขโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงาน พอซื้อเลขของอู๋เจินเจิน ก็ถูกรางวัลเข้าจริง ๆ
แต่เพราะจำเลขโทรศัพท์ของอู๋เจินเจินผิดไปหนึ่งหลัก จึงพลาดรางวัลที่หนึ่ง ได้รางวัลที่สองกลับไปมากกว่าสองแสนหยวน
เรื่องนี้ทำให้เขามาบ่นเสียดายต่อหน้าอู๋เจินเจินอยู่เป็นเดือน เพื่อนร่วมงานทั้งบริษัทก็หยอกล้อเขาอยู่เป็นเดือนเช่นกัน อู๋เจินเจินจึงจำเรื่องนี้ได้แม่น
“ไม่ใช่ว่าซื้อแบบนี้ไม่ได้ แต่ไม่มีใครซื้อกันแบบนี้หรอก คุณรู้ไหมว่าไม่ควรเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว?” เจ้าของร้านคืนกระดาษให้เธอพลางพูด
“ถ้าคุณยืนยันจะซื้อ 5,000 ชุด ผมสุ่มเลขให้ 5,000 ชุดก็ได้ แบบนั้นอาจมีโอกาสถูกรางวัลมากกว่า”
“เถ้าแก่ ฉันจะซื้อเลขชุดนี้ 5,000 ชุดค่ะ” อู๋เจินเจินพูดหนักแน่น ก่อนสแกนจ่ายเงิน 10,000 หยวน
เห็นเธอยืนกราน เจ้าของร้านก็ไม่พูดอะไรอีก พิมพ์สลากให้เรียบร้อยแล้วยื่นส่งให้
อู๋เจินเจินซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องหนึ่งแล้วกลับโรงแรม ต่อจากนี้ก็แค่รอไปขึ้นเงินที่ศูนย์ลอตเตอรี่ในวันพรุ่งนี้
เมื่อกลับถึงโรงแรมและเปิดประตูเข้าไป อู๋เจินเจินก็เห็นซินเอ๋อร์นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ตั้งแต่ลูกสาวกลับมาอยู่ด้วยกัน เธอสังเกตว่าซินเอ๋อร์อ่านหนังสือทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
“ซินเอ๋อร์ อ่านอะไรอยู่?” อู๋เจินเจินเปิดดูหนังสือที่ลูกสาวกำลังอ่าน
เป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ในชาติก่อน ตอนซินเอ๋อร์อายุ 4 ขวบ วันสิ้นโลกก็มาถึงเสียก่อน เธอยังไม่ทันได้สอนลูกอ่านเขียน ตามหลักแล้วตอนนี้ซินเอ๋อร์ไม่น่าจะอ่านหนังสือออกด้วยซ้ำ
“อ่านรู้เรื่องเหรอ?” อู๋เจินเจินพลิกดูนิตยสารพลางถาม
“รู้เรื่องค่ะ!”
“รู้จักตัวอักษรพวกนี้ด้วยเหรอ?”
“หลังจากอ่านพจนานุกรมเล่มนี้ หนูเหมือนจะยังไม่เจอตัวที่ไม่รู้จักเลยค่ะ” ซินเอ๋อร์พูดพลางหยิบพจนานุกรมที่อู๋เจินเจินซื้อมาใช้ทำงานออกจากกระเป๋าเดินทาง
“จำตัวอักษรในพจนานุกรมเล่มนี้ได้หมดแล้วเหรอ?” อู๋เจินเจินตกใจ เธออยู่โรงแรมได้ไม่นานเองไม่ใช่หรือ? พจนานุกรมเล่มหนาขนาดนั้น ซินเอ๋อร์กลับจำได้หมดเลย?
“ค่ะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร ความจำของหนูเหมือนจะดีขึ้นมาก แค่อ่านผ่านตาก็จำได้ไม่ลืมค่ะ” ซินเอ๋อร์พูดอย่างสงสัยเช่นกัน
อู๋เจินเจินหยิบพจนานุกรมมาทดสอบลูกสาวทีละตัว แม้ลายมือของซินเอ๋อร์จะโย้เย้ แต่ไม่มีตัวไหนเขียนผิดเลย
ได้ยินกันว่าเด็กวัย 3-4 ขวบมีความสามารถในการเรียนรู้สูงที่สุด ภาษาที่ผู้ใหญ่ใช้เวลาหลายปีก็ยังเรียนไม่สำเร็จ หากสอนตอนเด็กอายุ 3-4 ขวบ เด็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เพียงอาศัยภาษาพูดของผู้ใหญ่
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อรวมกับไหวพริบทางอารมณ์และความเข้าใจที่ฝึกฝนมาตลอดสิบปีในวันสิ้นโลก ซินเอ๋อร์จึงเรียนรู้ทุกสิ่งที่อยากเรียนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กวัย 4 ขวบในตอนนี้
เมื่อเข้าใจแล้ว อู๋เจินเจินก็ดีใจอย่างยิ่ง ลูกสาวของเธอเป็นอัจฉริยะ!
เมื่อนึกถึงว่าต่อจากนี้เธอต้องออกไปซื้อเสบียงจำนวนมาก แม้ซินเอ๋อร์จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่และไม่ก่อกวน แถมยังช่วยเธอได้ แต่การพาเด็กตัวเล็กขนาดนี้ไปด้วยสะดุดตาเกินไป คนอื่นจำได้ง่าย
หากถึงวันสิ้นโลกแล้วมีคนจำได้ว่าเธอกักตุนของไว้มากมาย คงมีคนคิดไม่ซื่อจับจ้องเธอแน่
อู๋เจินเจินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะทำได้แค่พาซินเอ๋อร์ไปอยู่กับพ่อแม่ที่ชนบทสักระยะ
หลังจากสูญเสียลูกสาวไปในวันสิ้นโลก อู๋เจินเจินก็ไม่อยากแยกจากลูกเลย แต่เพื่อให้ใช้ชีวิตในวันสิ้นโลกได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น เธอคงต้องส่งลูกไปก่อน
ช่วงนี้ไม่รู้พ่อแม่เป็นอะไร ถึงโทรหาเธอบ่อยผิดปกติในช่วงสองวันที่ผ่านมา บอกให้รีบกลับบ้าน มีเรื่องสำคัญมากจะคุยด้วย
พอถามว่าเรื่องอะไร พวกท่านก็ไม่ยอมบอก บอกเพียงว่ากลับบ้านแล้วค่อยคุย
เธอก็กำลังคิดอยู่ว่าควรบอกพ่อแม่เรื่องที่ตัวเองเกิดใหม่หรือไม่ กลัวว่าบอกไปแล้วพวกท่านจะไม่เชื่อ เพราะเรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ
แต่ถ้าไม่บอก เธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้พ่อแม่ยอมทิ้งบ้านชนบทที่อาศัยมาครึ่งค่อนชีวิต
อู๋เจินเจินส่ายหน้า ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดเรื่องพวกนั้น รอกลับบ้านแล้วลองหยั่งเชิงพ่อแม่ก่อน ค่อยตัดสินใจว่าจะบอกหรือไม่
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือรีบกักตุนเสบียงให้ทันเวลา
