หลังจากตกลงกันเรียบร้อย เซี่ยมู่เฉินก็ให้บอดี้การ์ดช่วยขนหินดิบที่รับปากว่าจะยกให้อู๋เจินเจินขึ้นรถบรรทุกของเธอ
เซี่ยมู่เฉินยังเดินไปส่งเธอถึงหน้าประตูด้วยตัวเอง
พนักงานที่เมื่อวานเอาแต่พูดไม่หยุดอยู่ข้างอู๋เจินเจิน พยายามสอนเธอดูหิน พอเห็นหัวหน้าของตัวเองมาส่งเธอด้วยตัวเอง ก็อับอายจนแทบอยากเอาหัวโขกหินดิบให้ตาย
อ๊าก! เมื่อวานฉันทำอะไรลงไปเนี่ย? มิน่าล่ะเธอถึงไม่สนใจฉัน ที่แท้ก็เป็นยอดฝีมือนี่เอง!
“เถ้าแก่เซี่ย ในเมื่อฉันเป็นฝ่ายเสนอเงื่อนไข ก็แปลว่าตั้งใจร่วมมือกับคุณอย่างจริงใจ ฉันชินกับการอยู่คนเดียว ไม่ชอบให้มีคนอยู่รอบตัว” ก่อนจากไป อู๋เจินเจินมองบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ข้างเซี่ยมู่เฉินพลางเอ่ย
ความหมายชัดเจนมาก ฉันจะรักษาคำพูด ไม่ต้องส่งคนมาตามฉัน!
“ผมเห็นว่าคุณอู๋เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวในเมืองหยก เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ อย่างไรเราก็เป็นหุ้นส่วนกัน ผมแค่หวังดี อยากคอยคุ้มครองคุณ ไม่มีเจตนาอื่น”
เซี่ยมู่เฉินที่ถูกจับได้ยกมือแตะจมูกอย่างเก้อเขิน
“ถ้าคุณอู๋ไม่ชอบ ผมก็เคารพการตัดสินใจของคุณแน่นอน จะไม่รบกวนคุณเด็ดขาด”
“ดีมาก! ฉันชอบร่วมมือกับคนที่รักษาคำพูด” ถ้าเขาส่งคนตามมา ก็อย่าหวังว่าจะได้ร่วมมือกันอีก
“วางใจได้!” เซี่ยมู่เฉินรับปาก
ระหว่างทาง อู๋เจินเจินคอยสังเกตสองข้างทางตลอด จนแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา เธอขับรถไปจอดในที่เปลี่ยว แล้วปีนเข้าไปในกระบะท้ายรถบรรทุก
ตอนเที่ยงเธอรีบไปเลือกหิน เลยโยนหินดิบเข้าไปในมิติส่วนตัวโดยไม่ได้ตรวจดูให้ดีว่ามันขยายขึ้นแค่ไหน อู๋เจินเจินลองดูแล้วพบว่าวิลล่าขยายจากชั้นละ 300 ตารางเมตรเป็นชั้นละ 500 ตารางเมตร ส่วนแปลงดินดำก็ขยายจาก 1,500 ตารางเมตรเป็น 3,000 ตารางเมตร
อู๋เจินเจินเอาของที่เลือกเองตอนบ่ายทั้งหมดเก็บเข้าไปในมิติส่วนตัว เว้นแต่ก้อนที่เซี่ยมู่เฉินยกให้ พอใส่เข้าไป วิลล่าก็มีชั้นใต้ดินเพิ่มขึ้นมา 500 ตารางเมตรทันที นั่นหมายความว่าแค่วิลล่าก็มีพื้นที่ถึง 2,000 ตารางเมตรแล้ว ส่วนแปลงดินดำขยายเป็น 6,000 ตารางเมตร
