“จะให้เด็กเป็นฝ่ายเลี้ยงได้ยังไงล่ะ”
“ใช่ ๆ”
“พวกเราเพิ่งเจอกันครั้งแรก แน่นอนว่าลุง ๆ ต้องเลี้ยงเครื่องดื่มเด็กน้อยสิ”
“……… ”
พวกเขานึกถึงเรื่องที่หัวหน้าสถานีเคยบอกว่าซูเหมียวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงจินตนาการไปเองว่าซูอวี่เหยียนคงถูกเด็กคนอื่นรังเกียจมาตั้งแต่เล็ก ไม่มีใครยอมเล่นด้วย เลยไม่มีใครคุยกับเขา
ด้วยความเอ็นดู พวกเขาจึงยิ่งกระตือรือร้นขึ้นไปอีก
คนหนึ่งพูด อีกคนหนึ่งรับ ราวกับกำลังจะกลบซูอวี่เหยียนเสียมิด
มือที่ห้อยอยู่ข้างกายซูอวี่เหยียนกำแน่นขึ้น ไอเย็นแผ่ออกจากทั่วร่าง “ขอบคุณครับคุณลุง ผมไม่กระหาย ไม่อยากดื่มเครื่องดื่มครับ”
“ไม่กระหายเหรอ อย่าเกรงใจพวกลุงเลย ถึงลุงจะไม่ใช่คนรวยอะไร แต่เงินเลี้ยงเครื่องดื่มหนูก็ยังมีเหลือเฟือ”
ซูอวี่เหยียนตอบอย่างไร้อารมณ์ “ไม่ต้องจริง ๆ ครับ ขอบคุณ”
ซูเหมียวรู้ว่าหยอกล้อเกินไปก็ไม่ดี จึงรีบห้าม “พอแล้ว ๆ ให้ลูกแม่พักบ้างเถอะ คุยกันมาตั้งนานแล้ว”
หลังพักกันสองชั่วโมง ซูเหมียวกับซูอวี่เหยียนก็ออกไปส่งอาหารกันต่อ และส่งยาวไปจนดึกดื่น
ซูเหมียวรับอาหารมาแล้วเดินกลับไปที่รถไฟฟ้า “ส่งออร์เดอร์นี้เสร็จเราก็เลิกงานกันเถอะ ดึกมากแล้ว”
เฮ้อ!
รู้อย่างนี้ไม่พาซูอวี่เหยียนออกมาส่งอาหารด้วยก็ดี อยากแอบอู้สักหน่อยยังไม่ได้เลย แค่เธอคิดจะพัก เจ้าหนูนี่ก็เริ่มสาธยายเหตุผลยืดยาวใส่แล้ว
เหมือนพระถังซัมจั๋งไม่มีผิด ทำเอาหัวเธอแทบระเบิด
ถ้าไม่ได้ซูอวี่เหยียนตามมาด้วย เธอคงเลิกงานกลับบ้านไปนอนตั้งนานแล้ว จะมาส่งอาหารถึงดึกดื่นแบบนี้ได้ยังไง
