หวังเฟิ่งเจียวชอบฟังหยางเหนียนเหนียนพูดมาก เสียงของเธอไพเราะ ถ้อยคำที่พูดออกมาก็ฟังรื่นหู
“เหนียนเหนียน ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอ ก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนมีวาสนา ต่อไปเธอจะต้องมีความสุขสบายไม่รู้จบแน่”
“ผู้บังคับกองพันลู่ไม่ชอบพูดคำหวานเอาใจใคร แต่ฉันดูออกว่าเขารักและห่วงเธอจากใจจริง ครั้งก่อนที่เธอป่วย ตอนเขาอุ้มเธอ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลเลยนะ ฉันรู้จักเขามาตั้งนาน นั่นเป็นครั้งแรกที่เห็นเขาทำหน้าแบบนั้น พี่โจวกลับบ้านไปก็ยังบอกฉันว่า ผู้บังคับกองพันชอบเธอจริง ๆ”
ลู่สือเซินชอบเธออย่างนั้นเหรอ?
หยางเหนียนเหนียนกะพริบตาปริบ ๆ “ก่อนฉันจะมาที่กองทัพ ยังไม่เคยเจอสือเซินเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นการแต่งงานที่ครอบครัวจัดการให้ เราไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อกัน เขาคงไม่ได้ชอบฉันหรอกมั้ง? ฉันว่าเขาดีกับฉัน อย่างมากก็เพราะหน้าที่”
หวังเฟิ่งเจียวเผลอพูดขึ้นว่า “เธอสวยขนาดนี้ นิสัยก็ดี ผู้บังคับกองพันลู่จะไม่ชอบเธอได้ยังไง? ฉันกล้ารับประกันเลยว่าเขาชอบเธอแน่ ถ้าเขาไม่ชอบเธอ ฉันยอมบิดหัวตัวเองมาให้เธอนั่งต่างเก้าอี้เลย! อีกอย่าง ความรักอะไรนั่นจะมีประโยชน์อะไร กินแทนข้าวก็ไม่ได้ ฉันว่าผู้บังคับกองพันลู่ดีกับเธอ ยอมให้เงินเดือนเธอใช้ตามใจ รับผิดชอบครอบครัวและไม่คิดนอกใจ แค่นี้ก็เรียกว่ารักแล้ว”
“พี่หวังนี่ปลอบใจคนเก่งจริง ๆ” หยางเหนียนเหนียนยิ้มพลางเหลือบมองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว “พี่ฝึกปั่นจักรยานไปก่อนนะ ฉันกลับบ้านไปทำกับข้าวก่อนล่ะ”
“รีบไปเถอะ” หวังเฟิ่งเจียวโบกมือ แล้วเข็นจักรยานไปยังลานโล่งด้านนอก
“อ้าว เฟิ่งเจียว เธอก็ซื้อจักรยานแล้วเหรอ?” อวี๋หงลี่กำลังจะกลับบ้านไปทำกับข้าว พอเห็นหวังเฟิ่งเจียวเข็นจักรยานออกมา ก็รีบเข้ามาหา
