ทันทีที่ท่านผู้การซ่งเข้ามาในห้องโถง ก็เห็นเด็กชายตัวอวบอ้วนคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ข้างโต๊ะ
เขาจ้องอันอันอยู่ครู่หนึ่ง “ช่วงนี้เด็กคนนี้เนื้อแน่นขึ้นไม่น้อย ฉันเกือบจำไม่ได้แล้ว ดูท่าเสี่ยวหยางจะดูแลเขาได้ดีมาก”
พอได้ยินท่านผู้การซ่งชมเชยหยางเหนียนเหนียน ลู่สือเซินก็เผยรอยยิ้มจาง ๆ ที่สังเกตได้ยาก ก่อนบอกอันอันว่า “เรียกคุณปู่ซ่งสิ”
“สวัสดีครับคุณปู่ซ่ง” อันอันมองท่านผู้การซ่งแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าลง มือเล็ก ๆ บิดไปมาอย่างกระวนกระวาย
เห็นท่าทางของเขาแล้ว ท่านผู้การซ่งก็ถามอย่างครุ่นคิด “กลัวฉันเหรอ?”
“มะ...ไม่กลัวครับ”
อันอันส่ายหน้า แต่สีหน้าท่าทางกลับตรงกันข้ามกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นท่านผู้การซ่งยังคงจ้องเขาอยู่ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่กลัว เขาจึงอธิบายเสียงเบาว่า “คุณปู่ซ่งมีความเที่ยงธรรม เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ปกป้องบ้านเมือง ผม...ผมไม่ควรกลัว แต่ควรเคารพและชื่นชมคุณปู่ครับ”
คำพูดของอันอันทำให้ท่านผู้การซ่งหัวเราะลั่น เขาคิดว่าเด็กคนหนึ่งไม่น่าจะพูดอะไรแบบนี้ได้
เขาหันไปถามลู่สือเซิน “คุณสอนเขาเหรอ?”
ลู่สือเซินส่ายหน้า ทว่ากลับมีแววเข้าใจปรากฏบนใบหน้า เห็นได้ชัดว่าเขารู้ว่าใครเป็นคนสอนอันอัน
“คุณอาสะใภ้บอกผมครับ” พอพูดถึงหยางเหนียนเหนียน สีหน้าอันอันก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ท่านผู้การซ่งหัวเราะอย่างอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม “สหายเสี่ยวหยางไม่เลวเลย พ่อลูกคู่นี้โชคดีจริง ๆ”
ลู่สือเซินพูดเสียงเรียบ “เชิญท่านนั่งก่อนครับ ผมไปยกเกี๊ยวมาให้”
ท่านผู้การซ่งโบกมือ “ไปเถอะ เรียกสหายเสี่ยวหยางมานั่งกินข้าวด้วยกัน”
