พอเห็นว่าเธอไม่ไอแล้ว ลู่สือเซินก็วางชามน้ำลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งลงแล้วขมวดคิ้วบอกอันอันว่า “ต่อไปอย่าเอาเรื่องในบ้านไปพูดข้างนอกอีก”
เรื่องที่ไม่ได้กินลูกอมยังไม่ทันหายคาใจ ตอนนี้ยังถูกพ่ออบรมอีก อันอันจึงรู้สึกน้อยใจจนขอบตาแดงก่ำ เขาก้มหน้า พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
เสียงเบาจนแทบเหมือนเสียงแมลงวัน “พ่อครับ เราแยกเตียงนอนกับป้าสะใภ้ได้ไหม พวกปิงปิงก็หัวเราะเยาะผมว่าตัวโตขนาดนี้แล้วยังนอนกับป้าสะใภ้อีก ผมเสียหน้านะ”
หยางเหนียนเหนียน: …ยังไงก็เป็นเด็กอยู่ดีนะ ดูสิว่าขออะไรออกมา…
เธอแอบเหลือบมองลู่สือเซิน ไม่รู้ว่าเขาจะพาอันอันแยกเตียงนอนกับเธอหรือเปล่า
ความจริงแล้ว จุดประสงค์ที่ลู่สือเซินย้ายบ้านก็คือเพื่อแยกเตียงนอน อันอันโตแล้ว นอนกับหยางเหนียนเหนียนต่อไปคงไม่เหมาะจริง ๆ
ลู่สือเซินมองอันอันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อดทนอีกสองวัน ลุงโจวของลูกกำลังสานเสื่อไม้ไผ่อยู่”
โจวปิ่งสิงเรียนวิธีสานเสื่อไม้ไผ่มาจากพ่อ ใครในกองทัพต้องการเสื่อก็จะไปหาเขา เหตุผลข้อแรกคือราคาถูกกว่าตามตลาด ข้อสองคือช่วยให้โจวปิ่งสิงมีรายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัว
โจวปิ่งสิงมีลูกชายถึง 4 คน คำพูดที่ว่า “เด็กผู้ชายวัยกำลังกินกำลังโต กินจนพ่อแทบหมดตัว” ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงเลย
อันอันคิดว่าลู่สือเซินรับปากว่าจะนอนกับเขาแล้ว จึงยิ้มย่ามใจ หันไปอวดหยางเหนียนเหนียน พ่อเป็นของเขา ใครก็อย่าคิดมาแย่งไป
หยางเหนียนเหนียนเองก็กำลังครุ่นคิดถึงความหมายในคำพูดของลู่สือเซิน พอเห็นอันอันมองมา เธอก็ฉวยจังหวะที่ลู่สือเซินไม่ทันสังเกต ทำหน้าทะเล้นใส่เขา โดยไม่รู้เลยว่าลู่สือเซินเห็นทุกอย่าง
