เช้าวันถัดมา
หยางเหนียนเหนียนชวนกวนอ้ายเหลียนไปสถานีตำรวจที่ตัวเมือง ลู่ชิ่งหย่วนไม่วางใจ อยากตามไปด้วย แต่หยางเหนียนเหนียนไม่ยอม
“พี่ใหญ่ ไม่ต้องไปหรอกค่ะ ฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่พาตำรวจไปด้วย คนตระกูลเฉียนอยู่ต่อหน้าตำรวจ คงไม่กล้าทำอะไรเรา ถ้าใครกล้าผลักหรือกระชาก พวกเราก็แจ้งข้อหาหัวไม้ได้ แต่ถ้าพี่ไปด้วยคงไม่เหมือนกัน ถ้าแม่เฉียนเข้ามายื้อยุดกับพี่ พี่จะรับมือไม่สะดวก”
กวนอ้ายเหลียนได้ยินก็รีบพูดว่า “ฟังน้องสะใภ้เถอะ คุณไม่ต้องไปหรอก”
ช่วงสองปีนี้ ข้อหาหัวไม้ถือว่าร้ายแรงมาก ถึงขั้นอาจต้องติดคุก
ถ้าสามีเธอติดคุก แล้วเธอกับลูกจะใช้ชีวิตกันยังไงล่ะ?
“พี่สะใภ้รอง แล้วฉันล่ะ?” ลู่รั่วหลิงถาม
หยางเหนียนเหนียนหันไปมองเธอ “เธอก็ไม่ต้องไป ถ้าไปแล้วคนในหมู่บ้านพวกนั้นร่วมมือกันไม่ให้เธอกลับ ต่อให้ตำรวจไปด้วยก็จัดการลำบาก”
ลู่รั่วหลิงกับเฉียนหย่งจัดงานแต่งเอิกเกริก ทั้งพ่อแม่ของสองบ้านก็เห็นชอบกัน หากลู่รั่วหลิงกลับไปแล้วตระกูลเฉียนไม่ยอมปล่อยตัว กรณีพิพาทในครอบครัวแบบนี้ตำรวจก็จัดการไม่ง่าย
เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อย่างมากคงมีตำรวจไปด้วยแค่สองนาย จะข่มคนเป็นร้อยครัวเรือนในหมู่บ้านหลีซู่ถุนได้อย่างไร
คนในหมู่บ้านบางคนต่อหน้าดูไม่ค่อยสามัคคีกัน แต่พอเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นจริง ๆ กลับรวมตัวเหนียวแน่นเหมือนเชือกที่บิดเกลียวเข้าด้วยกัน
ต้องระวังไว้หน่อย
ลู่กั๋วจื้อเดินออกมาจากห้อง สีหน้าเคร่งขรึม “เหนียนเหนียนพูดถูก ฟังเธอเถอะ”
ลูกสะใภ้คนนี้แม้จะบอบบางเอาแต่ใจ ไม่ทำงานอะไรสักอย่าง แต่หัวไวไม่น้อย
หม่าเซี่ยวจู๋ก้าวออกมาจากด้านหลังลู่กั๋วจื้อ สีหน้ากระตือรือร้นอยากลอง “รั่วหลิงไปไม่ได้ ฉันไปเอง ฉันไม่กลัวแม่เฒ่าตระกูลเฉียนคนนั้นหรอก”
